กลับไปที่เมนู
ปิด
ตับแข็ง
เมนู

การวินิจฉัยโรคตับแข็ง

โรคตับแข็งเป็นโรคตับเรื้อรังที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ส่วนใหญ่เกิดจากไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี โรคตับจากแอลกอฮอล์ หรือโรคตับไขมัน อาการระยะแรกมักไม่ชัดเจนและมักถูกมองข้าม หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและการรักษาแต่เนิ่น ๆ โรคอาจลุกลามอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดน้ำในช่องท้อง ตัวเหลือง ภาวะสมองจากตับ และแม้กระทั่งมะเร็งตับ

เกณฑ์การวินิจฉัยโรคตับแข็ง

1. การระบุอาการทางคลินิก

ผู้ป่วยโรคตับแข็งมักมีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ตัวเหลือง ท้องอืด ในระยะท้ายอาจพบลักษณะเฉพาะ เช่น น้ำในช่องท้อง ขาบวม จุดเลือดออกใต้ผิวหนัง และเส้นเลือดฝอยแตกบนผิวหนัง ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากต่อการวินิจฉัยของแพทย์

2. การตรวจการทำงานของตับ

การตรวจเลือดชีวเคมี เช่น ค่าเอนไซม์ตับ (ALT, AST) บิลิรูบิน อัลบูมิน และเวลาโปรทรอมบิน เป็นตัวชี้วัดหลัก การเพิ่มขึ้นของเอนไซม์ตับบ่งชี้ถึงการบาดเจ็บของเซลล์ตับ ส่วนอัลบูมินต่ำและการแข็งตัวผิดปกติสะท้อนถึงการทำงานของตับที่ลดลง

3. การตรวจทางภาพถ่าย

การตรวจอัลตราซาวด์ช่องท้อง CT หรือ MRI สามารถแสดงให้เห็นว่าตับมีขนาดเล็กลง ผิวไม่เรียบ ม้ามโต และมีน้ำในช่องท้อง ช่วยประเมินความรุนแรงของโรคตับแข็ง รวมถึงการมีความดันพอร์ทัลสูงและเส้นเลือดขอด

4. การตรวจความแข็งของตับ

การตรวจด้วย FibroScan หรือวิธีการที่ไม่รุกรานอื่น ๆ สามารถประเมินความแข็งของตับได้ ใช้กันอย่างแพร่หลายในการประเมินระดับพังผืดและติดตามการดำเนินโรค

5. ตัวบ่งชี้ทางซีรั่ม

เช่น กรดไฮยาลูโรนิก แลมินิน และคอลลาเจนชนิดที่ IV ซึ่งสะท้อนถึงระดับของพังผืดในตับ ใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงที่สำคัญสำหรับการวินิจฉัยโรคตับแข็งระยะแรก เหมาะสำหรับการตรวจคัดกรองและติดตามผล

6. การส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนต้น

ใช้ยืนยันว่าความดันพอร์ทัลสูงทำให้เกิดเส้นเลือดขอดที่หลอดอาหารหรือกระเพาะอาหารหรือไม่ เป็นเครื่องมือสำคัญในการประเมินความเสี่ยงการตกเลือด และยังใช้ในการแบ่งระยะของโรค

7. การตรวจชิ้นเนื้อตับ

แม้จะเป็นการตรวจที่รุกราน แต่ในกรณีที่ซับซ้อนหรืออาการไม่ชัดเจน การตรวจชิ้นเนื้อยังถือเป็น "มาตรฐานทองคำ" สำหรับการยืนยันระดับพังผืดและการแยกโรคตับอื่น ๆ มีความสำคัญอย่างยิ่งในการวินิจฉัยและจำแนกประเภท

8. การตรวจ AFP และการคัดกรองมะเร็งตับ

ผู้ป่วยโรคตับแข็งมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดมะเร็งตับ การตรวจ AFP และอัลตราซาวด์เป็นประจำสามารถช่วยตรวจหามะเร็งระยะเริ่มต้นและหลีกเลี่ยงการวินิจฉัยที่พลาด

9. การประเมินก่อนการรักษาด้วยสเต็มเซลล์

สำหรับผู้ป่วยที่มีแผนจะเข้ารับการรักษาด้วยสเต็มเซลล์ จำเป็นต้องประเมินการทำงานของตับ ระดับการอักเสบ และระดับพังผืดอย่างครบถ้วน เพื่อให้มั่นใจว่าการรักษามีประสิทธิภาพและปลอดภัย

สรุป

การวินิจฉัยโรคตับแข็งเป็นก้าวแรกของการรักษา ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์การแพทย์นานาชาติ Union Life ชี้ว่า การวินิจฉัยที่ถูกต้องช่วยให้ผู้ป่วยมีโอกาสในการรักษาที่เหมาะสม การตรวจที่เป็นมาตรฐานและการประเมินที่รอบด้าน เมื่อรวมกับการรักษาด้วยสเต็มเซลล์และเทคโนโลยีขั้นสูงอื่น ๆ จะช่วยเพิ่มโอกาสการรอดชีวิตและยกระดับคุณภาพชีวิตในระยะยาว