กลับไปที่เมนู
ปิด
มะเร็งเยื่อบุบมดลูก
เมนู

การวินิจฉัยมะเร็งเยื่อบุมดลูก

มะเร็งเยื่อบุมดลูกเป็นเนื้องอกร้ายที่เกิดจากเยื่อบุมดลูก พบมากในสตรีวัยใกล้หมดประจำเดือนและวัยหมดประจำเดือน หากไม่ได้รับการตรวจพบและรักษาในระยะเริ่มต้น เนื้องอกอาจลุกลามเข้าสู่ชั้นกล้ามเนื้อมดลูก ปากมดลูก ต่อมน้ำเหลือง หรือแม้กระทั่งแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น การวินิจฉัยทางคลินิกอาศัยการตรวจอัลตราซาวด์ การเก็บตัวอย่างเยื่อบุมดลูก และการตรวจทางพยาธิวิทยา โดยมี MRI และสารบ่งชี้มะเร็งเป็นการตรวจเสริมเพื่อช่วยประเมินระยะโรค

เกณฑ์การวินิจฉัย

1. การตรวจอัลตราซาวด์ทางช่องคลอด (วิธีคัดกรองเบื้องต้น)
การตรวจอัลตราซาวด์ทางช่องคลอดเป็นขั้นตอนแรกในการคัดกรองมะเร็งเยื่อบุมดลูก สามารถประเมินความหนา ลักษณะ และการมีสัญญาณผิดปกติของเยื่อบุมดลูกได้ หากพบว่าความหนาของเยื่อบุมดลูกในสตรีวัยหมดประจำเดือนมากกว่า 5 มม. ควรสงสัยภาวะผิดปกติและทำการตรวจเพิ่มเติม

2. การเก็บตัวอย่างเยื่อบุมดลูก (ขั้นตอนสำคัญในการวินิจฉัย)
การตรวจด้วยวิธีการเก็บตัวอย่างด้วย Pipelle หรือการขูดมดลูก เป็น "มาตรฐานทองคำ" ในการยืนยันการวินิจฉัยมะเร็งเยื่อบุมดลูก เนื้อเยื่อที่ได้จะถูกส่งตรวจทางพยาธิวิทยา เพื่อระบุชนิดทางจุลพยาธิวิทยาและระดับความรุนแรง ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญในการกำหนดวิธีการรักษา

3. การตรวจด้วยกล้องส่องโพรงมดลูก (การระบุตำแหน่งรอยโรคโดยตรง)
กล้องส่องโพรงมดลูกสามารถตรวจดูรอยโรคภายในโพรงมดลูกโดยตรงและช่วยในการเก็บชิ้นเนื้อ เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีรอยโรคไม่สม่ำเสมอหรือเฉพาะที่ มีความแม่นยำสูง ช่วยประเมินขอบเขตของรอยโรคและความสัมพันธ์กับปากมดลูก เป็นประโยชน์ต่อการวางแผนก่อนการผ่าตัด

4. การตรวจ MRI (การประเมินระดับการลุกลาม)
MRI มีความสำคัญอย่างยิ่งในการประเมินก่อนการผ่าตัด สามารถบอกได้อย่างแม่นยำว่าก้อนเนื้อลุกลามเข้าสู่กล้ามเนื้อมดลูก ปากมดลูก หรืออวัยวะข้างเคียง และยังช่วยตรวจหาการแพร่กระจายของต่อมน้ำเหลือง เป็นหลักฐานสำคัญในการกำหนดระยะของโรค ความลึกของการลุกลามเข้าสู่กล้ามเนื้อมดลูกมีผลโดยตรงต่อวิธีการผ่าตัดและการพยากรณ์โรค

5. การตรวจ CT (การประเมินการแพร่กระจายเพิ่มเติม)
CT ใช้เพื่อประเมินว่ามีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกรานหรือช่องท้อง และตรวจหาการแพร่กระจายไปยังอวัยวะที่ห่างไกล เหมาะสำหรับกรณีระยะลุกลามหรือสงสัยว่ามีการแพร่กระจาย สามารถให้ภาพรวมของทรวงอก ช่องท้อง และอุ้งเชิงกรานเพื่อการประเมินอย่างครบถ้วน

6. การตรวจสารบ่งชี้มะเร็ง (ช่วยประเมินความรุนแรง)
สารบ่งชี้ เช่น CA125 และ HE4 อาจมีระดับสูงขึ้นในผู้ป่วยมะเร็งเยื่อบุมดลูก แม้ความไวและความจำเพาะไม่สูงนัก แต่มีประโยชน์ในการติดตามผลหลังการรักษา การตรวจพบการกลับมาเป็นซ้ำ และเป็นตัวช่วยในการคัดกรองผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงสูง

7. การตรวจยีนและการจำแนกประเภทระดับโมเลกุล (การแพทย์แม่นยำ)
ในบางสถาบันมีการตรวจหาการกลายพันธุ์ของยีน POLE และสถานะของ p53 เพื่อนำมาใช้ในการจำแนกประเภทระดับโมเลกุลของมะเร็งเยื่อบุมดลูก ข้อมูลนี้ช่วยในการเลือกวิธีการรักษาเสริมหลังการผ่าตัด และช่วยแยกแยะชนิดที่มีพยากรณ์โรคดีหรือแย่ ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญของการแพทย์ในอนาคต

8. ระบบการระบุระยะโรค (FIGO staging)
เมื่อยืนยันการวินิจฉัยแล้ว จำเป็นต้องใช้เกณฑ์ FIGO ของสหพันธ์สูตินรีเวชนานาชาติในการกำหนดระยะ ตั้งแต่ระยะ I ถึงระยะ IV เพื่อสะท้อนถึงขอบเขตของการลุกลามและการแพร่กระจาย ระยะของโรคจะเป็นตัวกำหนดวิธีการรักษา ระยะ I มักรักษาด้วยการผ่าตัด ส่วนระยะ III-IV ต้องใช้การรักษาหลายวิธีร่วมกัน

9. การประชุมทีมสหสาขาวิชาชีพ (MDT) (การกำหนดแผนการรักษาร่วม)
เมื่อยืนยันการวินิจฉัยแล้ว ควรเชิญผู้เชี่ยวชาญจากหลายสาขา เช่น มะเร็งนรีเวช รังสี พยาธิวิทยา รังสีรักษา และการรักษาด้วยเซลล์ เพื่อร่วมกันประเมินและกำหนดแผนการรักษาเฉพาะบุคคล เหมาะสำหรับผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงสูงหรือกรณีซับซ้อน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษา

บทสรุป

ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์การแพทย์นานาชาติยูไนเต็ดไลฟ์ชี้ว่า หากตรวจพบมะเร็งเยื่อบุมดลูกในระยะเริ่มต้น อัตราการรักษาหายขาดจะค่อนข้างสูง ผู้หญิงที่มีอาการเลือดออกผิดปกติจากมดลูกควรรีบไปพบแพทย์และเข้ารับการตรวจด้วยวิธีการทางรังสีและพยาธิวิทยาหลายอย่าง การวินิจฉัยที่ทันเวลาจะช่วยสร้างเงื่อนไขที่ดีต่อการนำการรักษาด้วยเซลล์สร้างภูมิคุ้มกันใหม่และวิธีการรักษาสมัยใหม่อื่นๆ มาใช้