กลับไปที่เมนู
ปิด
มะเร็งอัณฑะ
เมนู

ภาพรวมมะเร็งอัณฑะ

มะเร็งอัณฑะคือเนื้องอกร้ายที่เกิดจากเซลล์สืบพันธุ์ในอัณฑะ โดย 95% เป็นเนื้องอกเซลล์สืบพันธุ์ (germ cell tumor, GCT) รวมถึงเซมิโนมาและเนื้องอกเซลล์สืบพันธุ์ชนิดไม่ใช่เซมิโนมา (nonseminomatous germ cell tumor, NSGCT) อีกทั้งยังมีเนื้องอกจากสโตรมาและคอร์ดเพศที่เป็นอีกชนิดหลักของมะเร็งอัณฑะ

มะเร็งอัณฑะมักพบในผู้ชายอายุ 15–35 ปี และเป็นเนื้องอกที่พบบ่อยที่สุดในวัยนี้ แม้ว่าจะมีอัตราการเกิดโดยรวมไม่สูง แต่ผลกระทบต่อการเจริญพันธุ์ สุขภาพจิต และคุณภาพชีวิตนั้นมีนัยสำคัญ เนื่องจากผู้ป่วยจำนวนมากไม่มีอาการชัดเจนในระยะแรก การวินิจฉัยและการรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงสำคัญมาก

สถานการณ์การเกิดโรคทั่วโลก

มะเร็งอัณฑะพบสูงในประเทศยุโรปและอเมริกาเหนือ โดยเฉพาะแถบสแกนดิเนเวีย เยอรมนี และแคนาดา ส่วนในเอเชียโดยรวมพบอัตราต่ำกว่า แต่แนวโน้มเพิ่มขึ้นในจีน มาเลเซีย และสิงคโปร์ ปัจจัยสิ่งแวดล้อมและพันธุกรรมอาจมีบทบาทสำคัญ

ทั่วโลกมีผู้ป่วยมะเร็งอัณฑะใหม่ประมาณ 75,000 รายต่อปี และเสียชีวิตกว่า 9,000 ราย ในปี 2020 พื้นที่ที่มีอัตราการเกิดต่ำสุดคือแอฟริกาและเอเชีย (ASIR 0–1.7) ระดับกลางในอเมริกาเหนือและยุโรปตะวันออก (ASIR 1.7–5.8) และสูงสุดในสแกนดิเนเวีย ยุโรปตะวันตก อเมริกาใต้บางส่วน และออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ (ASIR 5.8–13.2)

อันตรายหลัก

1. ส่งผลต่อการเจริญพันธุ์

มะเร็งอัณฑะไม่เพียงทำให้เกิดก้อนในอัณฑะ แต่ยังส่งผลต่อการทำงานของอัณฑะ ทำให้คุณภาพอสุจิลดลงหรือเป็นหมันได้ แม้ว่าจะควบคุมโรคได้แล้ว ผู้ป่วยบางรายยังคงเผชิญภาวะสูญเสียการเจริญพันธุ์ถาวร

2. ความเครียดทางจิตใจ

ความผิดปกติทางร่างกายและความกังวลด้านสมรรถภาพทางเพศมักทำให้ผู้ป่วยวัยหนุ่มเกิดความวิตกกังวล ซึมเศร้า และลังเลที่จะไปพบแพทย์ ส่งผลให้ล่าช้าในการวินิจฉัย

3. การแพร่กระจายอันตรายถึงชีวิต

มะเร็งอัณฑะบางชนิดมีการลุกลามรวดเร็ว สามารถแพร่กระจายผ่านระบบน้ำเหลืองหรือกระแสเลือดไปยังปอดและช่องท้อง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที พยากรณ์โรคจะเลวร้ายมาก

4. กระทบต่อการทำงานและครอบครัว

ช่วงอายุที่พบมากคือวัยทำงานและวัยสร้างครอบครัว ส่งผลให้ผู้ป่วยเผชิญปัญหาอาชีพ การเข้าสังคม และความมั่นคงของครอบครัว

วิธีการรักษาใหม่

การรักษาด้วยเซลล์ภูมิคุ้มกันใหม่

การรักษานี้เก็บและกระตุ้นเซลล์ภูมิคุ้มกันของผู้ป่วย แล้วนำกลับเข้าสู่ร่างกายเพื่อกำจัดเซลล์มะเร็งอย่างแม่นยำ ช่วยเพิ่มความสามารถในการจดจำของภูมิคุ้มกัน ลดการกลับมาเป็นซ้ำ และควบคุมมะเร็งอัณฑะแพร่กระจายได้ดีขึ้น

ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัด เคมีบำบัด และการฉายรังสี มักเผชิญปัญหาภูมิคุ้มกันบกพร่อง เสี่ยงติดเชื้อ และฟื้นตัวช้า การกำหนดแผนการสร้างภูมิคุ้มกันใหม่ตามระยะจึงสำคัญ เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยทนต่อการรักษาได้ดีขึ้นและคุณภาพชีวิตสูงขึ้น

● แผนระยะสั้น:เสริมภูมิคุ้มกันรวดเร็วด้วยการคืนกลับเซลล์ภูมิคุ้มกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษา

● แผนระยะกลาง:ลดผลข้างเคียงของการรักษาแบบดั้งเดิม ฟื้นฟูร่างกาย และช่วยให้การรักษาเสร็จสมบูรณ์

● แผนระยะยาว:เสริมสร้างภูมิคุ้มกันแบบครบถ้วน ผ่านการสร้างเซลล์ภูมิคุ้มกันใหม่ ภูมิคุ้มกันลำไส้ การปรับสมดุลธาตุ และโภชนาการภูมิคุ้มกัน เพื่อยืดอายุและเพิ่มคุณภาพชีวิต

วิธีการรักษาแบบดั้งเดิม

1. การผ่าตัด

การรักษามะเร็งอัณฑะส่วนใหญ่เริ่มจากการตัดอัณฑะข้างที่เป็นมะเร็งออก เพื่อควบคุมก้อนดั้งเดิม หลังผ่าตัดจึงประเมินความจำเป็นของการรักษาเสริม และผู้ป่วยบางรายสามารถเลือกใส่รากฟันเทียมอัณฑะเพื่อคงรูปลักษณ์

2. เคมีบำบัด

สำหรับผู้ที่มีการแพร่กระจาย การใช้สูตรเคมีที่มีซิสพลาตินเป็นหลักยังคงเป็นมาตรฐาน สามารถควบคุมโรคได้ดีในระยะสั้น โดยเฉพาะในเนื้องอกเซลล์สืบพันธุ์

3. การรักษาเสริมแบบบุกรุกน้อย

ผู้ป่วยบางรายอาจเลือกการฉายรังสีหรือการผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลืองด้วยการส่องกล้องเพื่อลดความเสี่ยงการกลับมาเป็นซ้ำ วิธีนี้บาดเจ็บน้อย ฟื้นตัวเร็ว และเหมาะกับผู้ป่วยวัยหนุ่ม

4. การเก็บรักษาความสามารถในการสืบพันธุ์

ก่อนการรักษา แพทย์จะแนะนำให้ผู้ที่มีแผนการมีบุตรทำการแช่แข็งอสุจิ สำหรับผู้ที่ต้องตัดอัณฑะเพียงข้างเดียว ยังสามารถใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์เพื่อคงโอกาสในการมีบุตร

สรุป

แม้มะเร็งอัณฑะจะพบไม่บ่อย แต่ผลกระทบต่อผู้ชายวัยหนุ่มนั้นรุนแรง และมักถูกละเลยในระยะแรก ทำให้ล่าช้าในการรักษา ผู้เชี่ยวชาญจาก United Life International Medical Center เน้นว่าการวินิจฉัยตั้งแต่เนิ่น ๆ และการนำวิธีการรักษาด้วยเซลล์ใหม่เข้ามา จะช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตและคุณภาพชีวิตในระยะยาว