กลับไปที่เมนู
ปิด
มะเร็งหลอดปากล่าง
เมนู

การวินิจฉัยมะเร็งช่องปากและคอหอย

มะเร็งช่องปากและคอหอยเป็นเนื้องอกร้ายที่มีต้นกำเนิดจากเยื่อบุผิวของคอหอย มักพบที่โคนลิ้น เพดานอ่อน และต่อมทอนซิล เนื่องจากบริเวณเหล่านี้อยู่ลึกในคอหอย อาการระยะแรกจึงมักถูกมองข้าม ทำให้เสียโอกาสในการรักษา หากมีอาการเจ็บคอเรื้อรัง ปวดหู กลืนลำบาก หรือมีก้อนโตที่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอ ควรได้รับการวินิจฉัยอย่างเร่งด่วน การตรวจที่เป็นระบบไม่เพียงยืนยันลักษณะของรอยโรค แต่ยังสามารถระบุระยะของโรคเพื่อกำหนดแผนการรักษาที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย

เกณฑ์การวินิจฉัย

1. การส่องกล้องเป็นวิธีเบื้องต้น
การตรวจด้วยกล้องส่องโพรงจมูก-คอหอยชนิดใยแก้วนำแสงเป็นวิธีการประเมินเบื้องต้นที่ใช้กันทั่วไปในคลินิก สามารถสังเกตเห็นลักษณะก้อนเนื้อ ขนาด แผล หรือรอยแดงในบริเวณคอหอย ต่อมทอนซิล และโคนลิ้นได้อย่างชัดเจน การส่องกล้องทำได้ง่าย ไม่ก่อให้เกิดบาดเจ็บ เหมาะกับผู้ป่วยที่มารับการตรวจครั้งแรก และยังสามารถบันทึกภาพเพื่อเปรียบเทียบผลการรักษาในอนาคตได้

2. การตรวจชิ้นเนื้อเป็นกุญแจสำคัญในการยืนยัน
การตรวจชิ้นเนื้อจากรอยโรคเป็น "มาตรฐานทองคำ" ในการวินิจฉัยมะเร็งช่องปากและคอหอย โดยแพทย์จะตัดชิ้นเนื้อจากบริเวณที่สงสัยภายใต้การฉีดยาชาเฉพาะที่ ส่งไปตรวจทางพยาธิวิทยา หากพบว่ามีความผิดปกติของเซลล์และการแบ่งตัวสูง จะยืนยันได้ว่าเป็นมะเร็ง ในบางกรณีอาจตรวจหาเชื้อ HPV เพื่อประเมินชนิดทางพยาธิวิทยาที่เกี่ยวข้องกับไวรัส

3. การตรวจทางรังสีเพื่อช่วยประเมินระยะโรค
เพื่อประเมินความลึกของการลุกลามของก้อนเนื้องอก รวมถึงการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองหรืออวัยวะอื่น จำเป็นต้องอาศัยการตรวจ CT, MRI หรือ PET-CT โดย CT เหมาะสำหรับการตรวจการทำลายของกระดูก ส่วน MRI มีความละเอียดในการประเมินรอยโรคในเนื้อเยื่ออ่อน ขณะที่ PET-CT สามารถตรวจพบการแพร่กระจายระยะไกล เหมาะสำหรับผู้ป่วยระยะ Ⅲ ขึ้นไปที่ต้องการการประเมินอย่างครอบคลุม

4. การประเมินต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอ
ผู้ป่วยมะเร็งช่องปากและคอหอยมักมีอาการก้อนโตที่ต่อมน้ำเหลืองคอโดยไม่เจ็บปวดตั้งแต่แรกเริ่ม ดังนั้นการตรวจอัลตราซาวด์หรือ CT พร้อมสารทึบรังสีที่คอจึงมีประโยชน์ในการประเมินขนาด รูปร่าง และการเชื่อมกันของต่อมน้ำเหลือง หากจำเป็นอาจทำการเจาะชิ้นเนื้อจากต่อมน้ำเหลืองเพื่อตรวจยืนยันว่าเป็นการแพร่กระจายหรือไม่

5. การตรวจทางภูมิคุ้มกันและพันธุกรรมเพื่อช่วยในการจำแนกชนิด
การวินิจฉัยมะเร็งสมัยใหม่ไม่ได้หยุดอยู่แค่การยืนยันทางพยาธิวิทยา แต่ยังใช้การตรวจทางภูมิคุ้มกัน เช่น P16 และ Ki67 เพื่อยืนยันคุณสมบัติทางชีววิทยาของเนื้องอก สำหรับผู้ป่วยที่ตรวจพบเชื้อ HPV ยังสามารถทำการตรวจยีนที่เกี่ยวข้องเพื่อประเมินการพยากรณ์โรคและการตอบสนองต่อการรักษา ซึ่งเป็นข้อมูลอ้างอิงที่สำคัญต่อการรักษาแบบแม่นยำ เช่น การรักษาด้วยเซลล์สร้างภูมิคุ้มกันใหม่

บทสรุป

ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์การแพทย์นานาชาติยูไนเต็ดไลฟ์เน้นย้ำว่า การวินิจฉัยมะเร็งช่องปากและคอหอยตั้งแต่ระยะเริ่มแรกมีความสำคัญอย่างยิ่ง การประเมินร่วมกันด้วยการส่องกล้อง การตรวจชิ้นเนื้อ และการตรวจทางรังสีสามารถช่วยระบุความรุนแรงของโรคและวางรากฐานสำหรับการรักษาที่เป็นมาตรฐานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับกลุ่มเสี่ยงสูง แนะนำให้ตรวจคัดกรองช่องปากและคอหอยเป็นประจำ เพื่อการค้นพบและรักษาได้ตั้งแต่เนิ่นๆ