Multiple myeloma เป็นมะเร็งของสายพลาสมาเซลล์ พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ ผู้ป่วยมักมาพบแพทย์ด้วยอาการปวดกระดูกหรืออ่อนเพลีย เกิดจากการเพิ่มจำนวนของพลาสมาเซลล์ที่ผิดปกติในไขกระดูก และสามารถก่อให้เกิดรอยโรคละลายกระดูกในหลายตำแหน่ง การรักษาจำเป็นต้องใช้การดูแลแบบผสมผสาน เพื่อคงทั้งการอยู่รอดและคุณภาพชีวิต
Multiple myeloma พบได้บ่อยในยุโรปและอเมริกา โดยมีอัตราการเกิดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ ก็มีอัตราผู้ป่วยเพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ไทย และมาเลเซีย ก็มีจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน สะท้อนถึงความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของโรคนี้ทั่วโลกจากปัจจัยการสูงวัยของประชากร
ในสหรัฐอเมริกา มีผู้ป่วยใหม่ MM ประมาณ 36,000 รายต่อปี และมีผู้เสียชีวิต 13,000 รายต่อปี คิดเป็นอัตราเกิดประมาณ 7 ต่อ 100,000 ต่อปี อัตราในแคนาดา สหราชอาณาจักร และยุโรปใกล้เคียงกัน โดยรวมทั่วโลกมีผู้ป่วยใหม่ประมาณ 180,000 ราย และเสียชีวิตประมาณ 117,000 รายต่อปี
1. ภาวะแทรกซ้อนทางกระดูก
การละลายของกระดูกทำให้เกิดอาการปวดรุนแรงที่กระดูกสันหลัง กระดูกอก และเพิ่มความเสี่ยงของกระดูกหักจากพยาธิสภาพ ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวและคุณภาพชีวิต
2. ภูมิคุ้มกันบกพร่อง
พลาสมาเซลล์ที่ผิดปกติแย่งที่อยู่ในไขกระดูก ทำให้เซลล์ภูมิคุ้มกันปกติทำงานได้น้อยลง ส่งผลให้เกิดการติดเชื้อบ่อย เช่น ปอดบวม และการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
3. โรคโลหิตจางและความอ่อนเพลีย
ไขกระดูกถูกครอบครองโดยเซลล์ผิดปกติ ส่งผลให้การสร้างเม็ดเลือดแดงลดลง ผู้ป่วยจึงมีอาการอ่อนเพลียและซีด
4. ความเสียหายของไต
การสะสมของโปรตีน M-protein ในท่อไตทำให้เกิดความผิดปกติของไต หรืออาจนำไปสู่ไตวายได้
การรักษาด้วยเซลล์ภูมิคุ้มกันใหม่ ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยให้สามารถโจมตีและทำลายเซลล์มะเร็งได้ ใช้ได้ดีในผู้ป่วยที่ดื้อต่อการรักษามาตรฐานหรือผู้ที่ได้รับการรักษาหลายวิธีแล้วไม่ได้ผล
① เพิ่มการตรวจตราของภูมิคุ้มกัน;
② ชะลอการลุกลามของโรค;
③ ใช้ร่วมกับการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ;
④ ผลข้างเคียงต่ำและเหมาะกับผู้ป่วยหลากหลายกลุ่ม;
ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับการรักษาแบบดั้งเดิม เช่น ผ่าตัด เคมีบำบัด และรังสีรักษา มักมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เสี่ยงติดเชื้อ และร่างกายฟื้นตัวช้า ดังนั้นจึงจำเป็นต้องวางแผนสร้างภูมิคุ้มกันแบบเป็นระยะ เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยทนต่อการรักษาได้ดีขึ้นและยกระดับคุณภาพชีวิต
● ระยะสั้น: เพิ่มภูมิคุ้มกันอย่างรวดเร็วด้วยการคืนกลับเซลล์ภูมิคุ้มกัน เพื่อเสริมผลลัพธ์ของการรักษามะเร็ง
● ระยะกลาง: ลดผลข้างเคียงจากการรักษาแบบดั้งเดิม ส่งเสริมการฟื้นตัว และทำให้ผู้ป่วยสามารถทำตามแผนการรักษามาตรฐานได้ครบ
● ระยะยาว: ฟื้นฟูภูมิคุ้มกันอย่างครอบคลุม รวมถึงการสร้างเซลล์ภูมิคุ้มกัน ภูมิคุ้มกันในลำไส้ ภูมิคุ้มกันธาตุ และโภชนาการภูมิคุ้มกัน เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตและยืดอายุ
1. การปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ของตนเอง
เป็นวิธีการสำคัญสำหรับผู้ป่วยที่อายุน้อยหรือมีสมรรถภาพร่างกายดี ร่วมกับเคมีบำบัดขนาดสูง ช่วยกำจัดเซลล์มะเร็งและฟื้นฟูการสร้างเม็ดเลือด
2. ยามุ่งเป้าและตัวยับยั้งโปรตีโอโซม
เช่น Bortezomib และ Lenalidomide ช่วยยับยั้งกลไกการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง และแก้ไขความผิดปกติในการเผาผลาญโปรตีน ใช้ได้ทั้งในระยะแรกและเพื่อการรักษาต่อเนื่อง
3. เคมีบำบัดและสเตียรอยด์
เช่น Cyclophosphamide ร่วมกับสเตียรอยด์ สามารถบรรเทาอาการได้อย่างรวดเร็ว ใช้บ่อยในภาวะเฉียบพลัน
4. การรักษาแบบบุกรุกน้อยและการรักษาเฉพาะที่
ในผู้ป่วยที่มีอาการปวดกระดูกชัดเจน หรือเสี่ยงต่อกระดูกหัก สามารถใช้การรักษาแบบบุกรุกน้อย เช่น การฉีดซีเมนต์กระดูก (Vertebroplasty) เพื่อลดอาการปวดและปรับปรุงการทำงาน
5. การฉายรังสี
ใช้เพื่อควบคุมโรคเฉพาะที่ เช่น บริเวณกระดูกสันหลังที่ถูกกดทับ เพื่อบรรเทาอาการอย่างรวดเร็วและรักษาการทำงานของเส้นประสาท
Multiple myeloma ส่งผลต่อผู้ป่วยทั้งด้านกระดูก ไต ระบบภูมิคุ้มกัน และเลือด การรักษาที่เหมาะสมต้องอาศัยการผสมผสานของการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ การรักษาด้วยเซลล์ภูมิคุ้มกันใหม่ การใช้ยามุ่งเป้า และเทคนิคบุกรุกน้อย ผู้เชี่ยวชาญจาก United Life International Medical Center เน้นว่าการรักษาที่ได้มาตรฐานตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและการผสมผสานหลายวิธีจะช่วยชะลอการดำเนินโรคและปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย