ภาวะพังผืดในโพรงมดลูกเกิดจากความเสียหายของเยื่อบุมดลูก ทำให้ผนังโพรงมดลูกเชื่อมติดกันด้วยพังผืด ส่งผลกระทบต่อการมีประจำเดือนและการเจริญพันธุ์ หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ อาจพัฒนาไปสู่ความผิดปกติของประจำเดือน ภาวะขาดประจำเดือน หรือภาวะมีบุตรยาก การวินิจฉัยอาศัยการประเมินอาการ การตรวจนรีเวช และการตรวจทางภาพถ่ายหลายวิธี เพื่อยืนยันขอบเขตและความรุนแรงของพังผืด
1. การซักประวัติและอาการ
การวินิจฉัยเริ่มจากการสอบถามประวัติ เช่น เคยทำแท้ง ขูดมดลูก ผ่าตัดคลอด หรือติดเชื้อในโพรงมดลูก หากมีอาการประจำเดือนลดลง ขาดประจำเดือน หรือมีบุตรยาก ควรสงสัยภาวะพังผืดในโพรงมดลูก
2. การตรวจนรีเวช
การตรวจนรีเวชพื้นฐานช่วยประเมินขนาดมดลูก ความโล่งของปากมดลูก หากพบการไหลของน้ำผ่านปากมดลูกติดขัดหรือเจ็บ อาจบ่งบอกถึงพังผืดหรือความผิดปกติของโพรงมดลูก
3. การตรวจอัลตราซาวด์ (B-อัลตราซาวด์)
การตรวจอัลตราซาวด์ทางช่องคลอดเป็นวิธีคัดกรองเบื้องต้น สามารถตรวจดูความหนาของเยื่อบุมดลูก น้ำในโพรงมดลูก หรือการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของโพรงมดลูก เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการตรวจเพิ่มเติม
4. การตรวจเอกซเรย์โพรงมดลูกและท่อนำไข่ (HSG)
HSG สามารถแสดงรูปร่างโพรงมดลูกว่าปกติหรือไม่ ระบุการกระจายและความรุนแรงของพังผืด ใช้ในการตรวจสอบการอุดตันของท่อนำไข่และความผิดปกติในโพรงมดลูก
5. การส่องกล้องมดลูก (มาตรฐานทองคำ)
การส่องกล้องมดลูกถือเป็นมาตรฐานทองคำในการวินิจฉัย สามารถเห็นโพรงมดลูกโดยตรง ระบุตำแหน่ง ขอบเขต และความรุนแรงของพังผืด และสามารถทำการรักษาไปพร้อมกันได้
6. การตรวจชิ้นเนื้อเยื่อบุมดลูก
ผู้ป่วยที่สงสัยสามารถตรวจชิ้นเนื้อเยื่อบุมดลูกเพื่อตัดความเป็นไปได้ของความผิดปกติในการพัฒนาเยื่อบุมดลูกหรือการอักเสบ เพื่อช่วยระบุสาเหตุและแนวทางการรักษา
7. การบันทึกรอบประจำเดือนและการประเมินฮอร์โมน
ผู้ที่มีประจำเดือนลดลงหรือขาดประจำเดือนเป็นเวลานาน ควรตรวจระดับฮอร์โมนในเลือด (FSH, LH, E2) เพื่อประเมินการทำงานของต่อมไร้ท่อ และผลกระทบของพังผืดต่อรอบประจำเดือน
8. การตรวจอัลตราซาวด์สามมิติหรือ MRI
ในบางกรณีอาจใช้การตรวจอัลตราซาวด์สามมิติหรือ MRI เพื่อให้ได้ภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้นของโพรงมดลูก เหมาะสำหรับการตรวจหาพังผืดขนาดเล็กหรือในตำแหน่งซับซ้อน และช่วยวางแผนก่อนการผ่าตัด
หากการวินิจฉัยภาวะพังผืดในโพรงมดลูกล่าช้า จะก่อให้เกิดผลกระทบถาวรต่อการเจริญพันธุ์และคุณภาพชีวิตของผู้หญิง ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์การแพทย์นานาชาติ Union Life แนะนำว่าผู้ที่มีความผิดปกติของประจำเดือนหรือภาวะมีบุตรยาก ควรได้รับการตรวจวินิจฉัยตั้งแต่เนิ่น ๆ โดยเฉพาะการส่องกล้องมดลูกเพื่อยืนยันความผิดปกติ และการใช้เทคโนโลยีใหม่ เช่น การรักษาด้วยสเต็มเซลล์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการฟื้นฟูและฟื้นความสามารถในการเจริญพันธุ์