กลับไปที่เมนู
ปิด
อักเสบข้อไหล่
เมนู

ภาพรวมของโรคไหล่ติด

โรคไหล่ติด หรือที่เรียกว่า Frozen Shoulder หรือ Adhesive Capsulitis เป็นกลุ่มอาการความผิดปกติของการเคลื่อนไหวที่เกิดจากการเสื่อม การยึดเกาะ และการอักเสบเรื้อรังของเนื้อเยื่ออ่อนรอบข้อไหล่ พบมากในวัย 40-60 ปี โดยเฉลี่ยสูงสุดประมาณอายุ 55 ปี ก่อนอายุ 40 ปีพบได้น้อย ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานโต๊ะนาน ๆ ผู้ป่วยเบาหวาน และผู้ที่เคยบาดเจ็บไหล่มาก่อน

ประมาณการว่าความชุกตลอดชีวิตของโรคไหล่ติดในประชากรทั่วไปอยู่ที่ 2%-5% ผลการสำรวจในผู้ใหญ่จำนวน 9696 คนแบบสุ่มพบว่า ความชุกของโรคไหล่ติดในวัยทำงานชายและหญิงอยู่ที่ 8.2% และ 10.1% ตามลำดับ โดยไหล่ที่ไม่ถนัดมีโอกาสป่วยสูงกว่าเล็กน้อย อีกทั้งมีโอกาส 6%-17% ที่ไหล่อีกข้างจะป่วยภายใน 5 ปี

โรคไหล่ติดมักเกิดเพียงข้างเดียวและมักเป็นโรคที่จำกัดตัวเอง แต่โรคอาจยืดเยื้อ บางครั้งนานกว่า 2-3 ปี การวิจัยบางชิ้นชี้ว่าผู้ป่วยมากถึง 40% มีอาการเกิน 3 ปี แม้ส่วนใหญ่ไม่รุนแรง แต่ 15% สูญเสียการทำงานถาวร ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 มักมีโรคนานกว่าและโอกาสรักษาไม่สำเร็จสูงกว่า

ผู้ป่วยมักมีอาการปวดไหล่ตื้อ ๆ ต่อเนื่อง ปวดมากขึ้นในเวลากลางคืน และเคลื่อนไหวข้อไหล่ได้จำกัด หากไม่รักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ อาจนำไปสู่ข้อไหล่ติดถาวร มีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการดูแลตัวเองและคุณภาพการนอนหลับ

สถานการณ์การเกิดโรคทั่วโลก

โรคไหล่ติดพบได้บ่อยทั่วโลก โดยเฉพาะในผู้สูงอายุในเอเชียตะวันออก อเมริกาเหนือ และยุโรป ในประชากรจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีที่มีอายุเกิน 40 ปี พบผู้ที่มีข้อไหล่เคลื่อนไหวผิดปกติอยู่ที่ 15%-30% ในประเทศตะวันตก อัตราการเกิดโรคเพิ่มขึ้นทุกปีในกลุ่มคนทำงานออฟฟิศที่นั่งทำงานนาน โรคนี้แม้มักเป็นโรคที่จำกัดตัวเอง แต่การรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ มีความสำคัญ

อันตรายหลัก

1. ความผิดปกติของการเคลื่อนไหวของข้อ

อันตรายที่ใหญ่ที่สุดของโรคไหล่ติดคือการสูญเสียการทำงานของข้อ การยกแขน กางแขน เหยียดไปข้างหลัง หรือหมุนแขนลำบาก ส่งผลต่อการทำกิจกรรมประจำวัน เช่น ใส่เสื้อ สระผม หรือขับรถ

2. อาการปวดเรื้อรังที่รบกวนการนอน

ผู้ป่วยส่วนใหญ่ปวดมากขึ้นในเวลากลางคืน ส่งผลให้นอนหลับไม่สนิท เกิดอาการอ่อนเพลีย วิตกกังวล หรือแม้แต่ซึมเศร้า

3. ความเสียหายเชิงโครงสร้างหากปล่อยไว้นาน

หากโรคยืดเยื้อเกิน 1 ปี ข้อไหล่และเส้นเอ็นรอบ ๆ อาจเกิดการยึดเกาะถาวร กลายเป็น Adhesive Capsulitis ที่รักษายากขึ้น

4. ผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงาน

โรคไหล่ติดพบได้บ่อยในคนวัยทำงาน ลดประสิทธิภาพในการทำงานและความพึงพอใจในชีวิต บางรายอาจต้องลาหยุดหรือลาออกก่อนกำหนด

วิธีการรักษาใหม่

การบำบัดด้วยสเต็มเซลล์

สเต็มเซลล์บำบัดถือเป็นความก้าวหน้าสำคัญในเวชศาสตร์ฟื้นฟู และกลายเป็นหนึ่งในแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคไหล่ติด การฉีดเซลล์ต้นกำเนิดชนิด Mesenchymal Stem Cells (MSCs) เข้าไปบริเวณที่ป่วยสามารถส่งเสริมการซ่อมแซมเนื้อเยื่ออ่อน ลดการอักเสบ และฟื้นฟูสมดุลของน้ำหล่อเลี้ยงข้อ จัดเป็นวิธีการรักษาแบบฟื้นฟู

① ซ่อมแซมเนื้อเยื่อรอบข้อไหล่ที่เสียหาย ลดการเสื่อมของโครงสร้างข้อ

② ยับยั้งปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติ ลดการอักเสบเรื้อรัง

③ ฟื้นฟูความเข้มข้นของน้ำหล่อเลี้ยงข้อ ปรับปรุงการหล่อลื่นและความคล่องตัวของข้อ

④ ชะลอการเสื่อมของข้อ เพิ่มความคงทนของผลการรักษา

⑤ เหมาะสำหรับผู้ป่วยเรื้อรังที่ไม่ตอบสนองต่อวิธีดั้งเดิม มีบาดแผลเล็กและฟื้นตัวเร็ว

วิธีการรักษาแบบดั้งเดิม

1. ยารับประทานและยาทาภายนอก

ยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) สามารถบรรเทาการอักเสบและอาการปวดในระยะเริ่มต้นได้ ยาทาภายนอก เช่น แผ่นแปะหรือขี้ผึ้ง ก็ช่วยเสริมได้ หากอาการปวดเฉียบพลันรุนแรง อาจใช้ยาสเตียรอยด์ระยะสั้นเพื่อควบคุมการอักเสบ

2. กายภาพบำบัดและการฟื้นฟู

การประคบร้อน การทำอัลตราซาวด์ และไฟฟ้าบำบัดสามารถช่วยบรรเทาอาการตึงและยึดติดได้ ควบคู่กับการออกกำลังกายแบบแอคทีฟและพาสซีฟภายใต้การดูแลของนักกายภาพบำบัด เพื่อค่อย ๆ ฟื้นฟูช่วงการเคลื่อนไหวของข้อ

3. การฉีดยาเข้าโพรงข้อ

ในกรณีที่อาการรุนแรงหรือไม่ตอบสนองต่อการรักษา อาจฉีดกรดไฮยาลูโรนิกหรือสเตียรอยด์เข้าไปในข้อเพื่อลดการอักเสบและบรรเทาอาการ แต่ควรจำกัดความถี่เพื่อหลีกเลี่ยงผลข้างเคียง

4. การผ่าตัดส่องกล้องหรือการผ่าตัด

ผู้ป่วยส่วนน้อยที่อาการรุนแรงและไม่ตอบสนองต่อวิธีอนุรักษ์ อาจเลือกผ่าตัดส่องกล้องเพื่อเลาะพังผืดและเนื้อเยื่อที่ยึดติด เพื่อฟื้นฟูการเคลื่อนไหวของข้อ หลังผ่าตัดควรทำกายภาพต่อเนื่องเพื่อป้องกันการเกิดซ้ำ

สรุป

ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์การแพทย์นานาชาติ Union Life ระบุว่า โรคไหล่ติดเป็นโรคเรื้อรังที่พบได้บ่อยแต่ไม่ควรมองข้าม การรักษาแบบผสมผสาน เช่น การบำบัดด้วยสเต็มเซลล์ สามารถช่วยบรรเทาอาการและป้องกันการสูญเสียการทำงานของข้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากละเลยการรักษา ผู้ป่วยอาจเสี่ยงต่อความเสียหายเชิงโครงสร้างและความพิการถาวร