โรคเบาหวานและภาวะแทรกซ้อนเป็นความผิดปกติของระบบเผาผลาญหลายระบบที่เกิดจากภาวะน้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรัง หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและการรักษาอย่างทันท่วงที ผู้ป่วยอาจมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น การมองเห็นลดลง การทำงานของไตบกพร่อง และโรคประสาท ความแน่ชัดในการวินิจฉัยโรคเบาหวานขึ้นอยู่กับการตรวจระดับน้ำตาลในเลือด การทดสอบความทนต่อกลูโคส และการประเมินการทำงานของอวัยวะเป้าหมายเพื่อระบุระดับความก้าวหน้าของภาวะแทรกซ้อน
1. การตรวจน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร
การตรวจน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหารเป็นการตรวจพื้นฐานในการวินิจฉัยโรคเบาหวาน ผู้ป่วยต้องงดอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมง หากผลตรวจ ≥7.0mmol/L ร่วมกับอาการ สามารถยืนยันการวินิจฉัยได้
2. การทดสอบความทนต่อกลูโคสทางปาก (OGTT)
โดยให้ผู้ป่วยดื่มน้ำตาลกลูโคสแล้วตรวจระดับน้ำตาลในเลือดเป็นช่วงเวลา หากระดับน้ำตาลในเลือดที่ 2 ชั่วโมง ≥11.1mmol/L สามารถวินิจฉัยโรคเบาหวานได้เบื้องต้น
3. ระดับฮีโมโกลบินเอวันซี (HbA1c)
สะท้อนระดับน้ำตาลเฉลี่ยในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา หากค่า HbA1c ≥6.5% บ่งบอกถึงภาวะน้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรัง เป็นตัวชี้วัดสำคัญทั้งในการวินิจฉัยและการติดตามผล
4. การตรวจหาปริมาณอัลบูมินในปัสสาวะ
ใช้สำหรับตรวจหาโรคไตจากเบาหวานในระยะเริ่มต้น หากระดับอัลบูมินในปัสสาวะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง บ่งชี้ว่าการทำงานของไตเริ่มเสียหาย ถือเป็นขั้นตอนสำคัญของการตรวจคัดกรองภาวะแทรกซ้อน
5. การตรวจจอประสาทตา
การถ่ายภาพจอประสาทตาหรือการตรวจด้วยสารเรืองแสงสามารถพบสัญญาณของโรคเบาหวานขึ้นจอประสาทตาในระยะเริ่มต้น เช่น microaneurysm หรือจุดเลือดออก ช่วยป้องกันการสูญเสียการมองเห็น
6. การตรวจการทำงานของเส้นประสาทส่วนปลาย
ใช้ส้อมเสียง เข็ม หรืออุปกรณ์ทดสอบความรู้สึกเพื่อตรวจประเมิน ผู้ป่วยมักมีอาการความรู้สึกลดลงหรือผิดปกติ โดยเฉพาะที่เท้า จึงควรได้รับการตรวจเป็นประจำ
7. การประเมินดัชนีดื้อต่ออินซูลิน (HOMA-IR)
ใช้สำหรับวิเคราะห์ว่าการทำงานของอินซูลินปกติหรือไม่ เหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 และผู้ที่มีภาวะเมตาบอลิกซินโดรม ช่วยในการกำหนดแนวทางการรักษาเฉพาะบุคคล
8. การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจและอัลตราซาวด์หัวใจ
ผู้ป่วยเบาหวานมีความเสี่ยงสูงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด จึงจำเป็นต้องตรวจด้วยคลื่นไฟฟ้าหัวใจและอัลตราซาวด์หัวใจเพื่อประเมินภาวะแทรกซ้อน เช่น กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือหัวใจห้องล่างซ้ายหนา
9. การตรวจระดับไขมันและการทำงานของตับ
โรคเบาหวานมักพบร่วมกับภาวะไขมันในเลือดผิดปกติและโรคตับไขมัน การตรวจเลือดทางชีวเคมีสามารถช่วยระบุความเสี่ยงของความผิดปกติของการเผาผลาญตั้งแต่ระยะแรก
การวินิจฉัยโรคเบาหวานและภาวะแทรกซ้อนในระยะเริ่มต้นไม่เพียงขึ้นอยู่กับระดับน้ำตาลในเลือดเท่านั้น แต่ยังต้องประเมินการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์การแพทย์นานาชาติ Union Life เน้นว่าการตรวจคัดกรองที่เป็นวิทยาศาสตร์และการตรวจซ้ำอย่างสม่ำเสมอเป็นขั้นตอนสำคัญในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนและรักษาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย