เนื้องอกระบบประสาทส่วนกลางเป็นกลุ่มเนื้องอกที่เกิดจากสมองและไขสันหลัง แบ่งได้เป็นชนิดไม่ร้ายแรงและร้ายแรง ตัวอย่างเช่น กลิโอมา เมนินจิโอมา และชวานโนมา แม้ว่าเนื้องอกไม่ร้ายแรงจะโตช้า แต่เนื่องจากอยู่ในกะโหลกศีรษะหรือโพรงไขสันหลังที่ปิด จึงอาจก่อให้เกิดผลรุนแรงได้ ส่วนเนื้องอกร้ายแรงจะพัฒนาเร็ว ทำให้เกิดความผิดปกติของระบบประสาท ความดันในกะโหลกศีรษะสูง และอาจอันตรายถึงชีวิตในเวลาอันสั้น
เนื้องอกระบบประสาทส่วนกลางมีรายงานทั่วโลก ประเทศในยุโรปและอเมริกา เช่น สหรัฐอเมริกา เยอรมนี และสหราชอาณาจักร มีอัตราการเกิดค่อนข้างสูง และมีระบบการวินิจฉัยและรักษาที่พัฒนาแล้ว ขณะที่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น สิงคโปร์ เวียดนาม และมาเลเซีย อัตราการตรวจพบเพิ่มขึ้นตามการพัฒนาทางการแพทย์ โรคนี้พบบ่อยในเด็กและผู้สูงอายุ โดยในเด็กมักพบชนิดเฉพาะบางชนิด อันตรายที่ใหญ่ที่สุดคือการที่เนื้องอกกดทับโครงสร้างสมองสำคัญ ทำให้การพูด การเคลื่อนไหว และการรับรู้ผิดปกติ
ระยะ I: เนื้องอกจำกัด ความหวังการรอดชีวิตสูง
เนื้องอกมีขนาดเล็ก ขอบเขตชัดเจน ยังไม่ลุกลามสู่เนื้อเยื่อประสาทหรือหลอดเลือดใกล้เคียง มักพบโดยบังเอิญจากอาการเล็กน้อย หลังผ่าตัดสามารถตัดออกได้ทั้งหมด ผู้ป่วยบางรายไม่ต้องการรังสีหรือเคมีบำบัดเพิ่มเติม ระยะนี้มีอัตราการรอดชีวิต 5 ปีถึง 80%–90% และการฟื้นตัวของระบบประสาทดี
ระยะ II: เริ่มลุกลาม ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
เนื้องอกเริ่มแทรกซึมเข้าสู่เนื้อเยื่อรอบข้าง แม้ยังไม่ทะลุขอบเขต แต่เสี่ยงต่อการกลับมาเป็นซ้ำหลังผ่าตัด ระยะนี้ผู้ป่วยอาจมีอาการเล็กน้อยถึงปานกลาง บางรายต้องได้รับรังสีรักษาหลังผ่าตัด อัตราการรอดชีวิต 5 ปีลดลงเหลือ 60%–70%
ระยะ III: ลุกลามชัดเจน ต้องการการรักษาหลายสาขา
เนื้องอกลุกลามกว้างในบริเวณสำคัญ เช่น สมองส่วนการเคลื่อนไหว ศูนย์ภาษา และทาลามัส บางรายอาจมีน้ำคั่งในสมองหรือเนื้อตายเฉพาะที่ การผ่าตัดเพียงอย่างเดียวไม่สามารถตัดออกได้หมด ต้องใช้รังสี เคมีบำบัด และการรักษาด้วยการสร้างภูมิคุ้มกันร่วมด้วย อัตราการรอดชีวิต 5 ปีเหลือเพียง 40%–50%
ระยะ IV: ระยะรุนแรง การรอดชีวิตจำกัดมาก
เป็นระยะที่รุนแรงที่สุด เช่น กลิโอบลาสโตมา เนื้องอกอาจทะลุโพรงสมอง ลามไปถึงไขสันหลัง หรือแพร่ไกล ผู้ป่วยมักมีอาการความดันในกะโหลกสูง สับสน ชักซ้ำ แม้ได้รับการรักษาครบถ้วน อัตราการรอดชีวิต 5 ปีต่ำกว่า 20% จึงมักเน้นการดูแลประคับประคอง
1. ปวดหัวซ้ำรุนแรง โดยเฉพาะตอนเช้า
เป็นอาการที่พบบ่อยที่สุด เกิดจากความดันในกะโหลกศีรษะสูง ปวดหัวร่วมกับคลื่นไส้อาเจียนแบบพุ่ง มักไม่บรรเทาด้วยยาแก้ปวดทั่วไป
2. การมองเห็นแย่ลง มองซ้อนหรือสูญเสียลานสายตา
เกิดจากเนื้องอกกดทับเส้นประสาทตาหรือสมองส่วนการมองเห็น ทำให้ภาพพร่ามัว มองเห็นซ้อน หรือมีเงาบัง บางรายสูญเสียการมองเห็นถาวร
3. แขนขาอ่อนแรงหรือเคลื่อนไหวผิดปกติ
เมื่อสมองส่วนการเคลื่อนไหวหรือไขสันหลังถูกกดทับ จะทำให้ผู้ป่วยเดินลำบาก กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรืออัมพาตครึ่งซีก
4. อาการชักเกิดขึ้นทันที
ผู้ใหญ่ที่เกิดอาการชักใหม่ ๆ อาจเป็นสัญญาณของเนื้องอกสมอง ชักอาจเริ่มที่ปาก มือ หรือขา และพัฒนาเป็นชักรุนแรง ต้องรักษาเร่งด่วน
5. เวียนหัว เดินเซ และอาเจียน
เนื้องอกที่อยู่ในสมองส่วนซีรีเบลลัมทำให้การทรงตัวเสีย ผู้ป่วยเดินเซ เวียนหัว และอาจมีการสั่นของลูกตา
6. พูดไม่ชัดหรือฟังไม่เข้าใจ
หากอยู่ในสมองซีกซ้ายส่วนหน้าหรือขมับ อาจทำให้การพูดและความเข้าใจผิดปกติ สื่อสารลำบาก
7. อารมณ์และบุคลิกเปลี่ยนไป
เนื้องอกที่อยู่ในสมองส่วนหน้าอาจทำให้ผู้ป่วยหงุดหงิด ซึมเศร้า หรือมีพฤติกรรมก้าวร้าวผิดปกติ
8. ความจำเสื่อมและสมาธิลดลง
การทำงานของสมองส่วนฮิปโปแคมปัสลดลง ทำให้ความจำสั้นแย่ลง ลืมง่าย และตัดสินใจผิดพลาด
9. ระดับสติลดลงจนหมดสติ
เมื่อเนื้องอกกดทับสมองส่วนสำคัญ เช่น ก้านสมองหรือทาลามัส จะทำให้ผู้ป่วยซึมลงและหมดสติ ซึ่งบ่งบอกว่ามีอันตรายรุนแรง
ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์การแพทย์นานาชาติ United Life เน้นว่า: อาการของเนื้องอกระบบประสาทส่วนกลางมีความหลากหลายและแตกต่างกันไปตามตำแหน่งที่เกิด หากพบอาการเช่นปวดหัวต่อเนื่อง พูดผิดปกติ หรือแขนขาอ่อนแรง ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อการตรวจวินิจฉัยและรักษาที่เหมาะสมตั้งแต่ระยะแรก เพื่อเพิ่มโอกาสการรอดชีวิตและคุณภาพชีวิต