กลับไปที่เมนู
ปิด
มะเร็งลิมฟา
เมนู

การวินิจฉัยมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

มะเร็งต่อมน้ำเหลืองเป็นเนื้องอกร้ายที่เกิดจากการเจริญเติบโตผิดปกติของเซลล์น้ำเหลือง อาการหลักคือการโตของต่อมน้ำเหลืองแบบไม่เจ็บปวด มักพบที่บริเวณคอ รักแร้ หรือขาหนีบ หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาทันท่วงที โรคอาจลุกลามไปยังหลายระบบและเป็นอันตรายถึงชีวิต การวินิจฉัยอาศัยการตรวจทางรังสี การตรวจเลือด และการตรวจชิ้นเนื้อ เพื่อตรวจสอบชนิดทางพยาธิวิทยาและเป็นแนวทางการรักษา

เกณฑ์การวินิจฉัย

1. การประเมินอาการทางคลินิก (เบาะแสเบื้องต้น)
ผู้ป่วยมักมีอาการต่อมน้ำเหลืองโตแบบไม่เจ็บปวด ร่วมกับหรือไม่ร่วมกับไข้ เหงื่อออกตอนกลางคืน และน้ำหนักลด (เรียกว่า “อาการ B”) อาการอ่อนเพลียเรื้อรัง คันผิวหนัง หรืออาการกดทับเฉพาะที่ก็ควรให้ความสนใจ ระยะแรกอาจพบเพียงการโตเฉพาะที่ซึ่งตรวจพบได้ยาก จำเป็นต้องอาศัยประวัติและการตรวจร่างกายอย่างละเอียดเพื่อสงสัยโรค

2. การตรวจทางรังสี (การค้นหาตำแหน่งรอยโรค)
อัลตราซาวด์สามารถใช้ตรวจคัดกรองเบื้องต้นต่อมน้ำเหลืองตื้น ประเมินขนาด รูปร่าง และลักษณะการไหลเวียนของเลือด CT และ MRI ใช้เพื่อประเมินขอบเขตการลุกลามของต่อมน้ำเหลืองลึกหรือหลายตำแหน่ง PET-CT มีความได้เปรียบในการแบ่งระยะและติดตามการกลับมาเป็นซ้ำของมะเร็งต่อมน้ำเหลือง สามารถให้ภาพการทำงานด้านการเผาผลาญได้

3. การตรวจชิ้นเนื้อต่อมน้ำเหลือง (กุญแจสำคัญในการยืนยัน)
มาตรฐานทองคำในการวินิจฉัยคือการตรวจชิ้นเนื้อทางพยาธิวิทยาหลังการผ่าตัด แนะนำให้ทำการผ่าตัดเอาต่อมน้ำเหลืองทั้งก้อนเพื่อตรวจรักษาโครงสร้างไว้สำหรับการวินิจฉัยทางพยาธิวิทยา การตรวจภูมิคุ้มกัน และการตรวจทางพันธุกรรมโมเลกุล การเจาะตรวจด้วยเข็มขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ใช้เฉพาะในผู้ป่วยที่ไม่สามารถผ่าตัดได้

4. การตรวจไขกระดูก (ประเมินการลุกลาม)
ผู้ป่วยบางราย โดยเฉพาะระยะลุกลาม อาจมีการบุกรุกของไขกระดูก การตรวจไขกระดูกโดยการเจาะร่วมกับการตรวจทางสัณฐานวิทยา ภูมิคุ้มกัน และการตรวจทางโมเลกุล สามารถยืนยันได้ว่ามีโรคในไขกระดูกหรือไม่ และเป็นข้อมูลสำคัญในการวางแผนการรักษา

5. การตรวจเลือดและการตรวจทางชีวเคมี (ช่วยประเมินเพิ่มเติม)
การตรวจเลือดทั่วไปสามารถแสดงภาวะซีด ความผิดปกติของเม็ดเลือดขาว หรือเกล็ดเลือดต่ำ ระดับ LDH ที่สูงขึ้นมักบ่งชี้ว่ามีความรุนแรงของโรค β2-ไมโครโกลบูลินก็เป็นตัวชี้วัดการพยากรณ์ที่สำคัญ นอกจากนี้การตรวจการทำงานของตับและไตยังช่วยประเมินสภาพโดยรวมของผู้ป่วยและความทนทานต่อการรักษา

6. การวิเคราะห์ภูมิคุ้มกัน (ระบุที่มาของเซลล์)
การตรวจด้วยวิธี Flow cytometry หรือ Immunohistochemistry สามารถตรวจหาสารแอนติเจนบนผิวเซลล์น้ำเหลือง เพื่อแยกความแตกต่างว่าเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด B-cell หรือ T-cell ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดแนวทางการรักษาและการเลือกใช้ยา

7. การตรวจทางโมเลกุลและพันธุกรรม (ช่วยในการจำแนกชนิด)
ผู้ป่วยบางรายจำเป็นต้องได้รับการตรวจ PCR, FISH หรือการจัดลำดับยีนเพื่อวิเคราะห์การกลายพันธุ์หรือการจัดเรียงโครโมโซมเฉพาะ เช่น BCL2, BCL6 หรือ MYC ผลตรวจเหล่านี้ช่วยในการประเมินการพยากรณ์โรคและระบุชนิดมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่รุกรานสูง รวมถึงมีความสัมพันธ์กับการตอบสนองต่อการรักษาด้วยภูมิคุ้มกัน

8. ระบบการแบ่งระยะ (Ann Arbor staging)
ระบบ Ann Arbor ใช้กันอย่างแพร่หลายในการแบ่งระยะมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ตั้งแต่ระยะ I (จำกัดเฉพาะที่) จนถึงระยะ IV (ลุกลามหลายอวัยวะ) และยังรวมกับอาการ B เพื่อแบ่งย่อยเพิ่มเติม การระบุระยะที่ถูกต้องมีความสำคัญต่อการประเมินประสิทธิผลการรักษาและการเลือกความเข้มข้นของการรักษา

9. การประชุมทีมสหสาขาวิชา (กำหนดแผนการรักษา)
เมื่อได้รับการวินิจฉัยยืนยันแล้ว ควรมีการประชุมทีมสหสาขาวิชา (MDT) ที่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านโลหิตวิทยา พยาธิวิทยา รังสีวิทยา และการรักษาด้วยเซลล์ภูมิคุ้มกัน เพื่อร่วมกันกำหนดกลยุทธ์การรักษาที่เหมาะสมที่สุด สำหรับผู้ป่วยแต่ละราย ควรพิจารณาการรักษาใหม่ ๆ เช่น การรักษาด้วยเซลล์สร้างภูมิคุ้มกันใหม่ด้วย

บทสรุป

ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์การแพทย์นานาชาติยูไนเต็ดไลฟ์เตือนว่า มะเร็งต่อมน้ำเหลืองมีหลายชนิดและลุกลามได้รวดเร็ว การวินิจฉัยตั้งแต่ระยะแรกมีความสำคัญมาก หากพบว่ามีต่อมน้ำเหลืองโตเรื้อรังหรือมีไข้ไม่ทราบสาเหตุ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจอย่างครอบคลุมและเข้าสู่การรักษาที่ได้มาตรฐานโดยเร็วที่สุด ในบางกรณีอาจพิจารณาการรักษาด้วยเซลล์สร้างภูมิคุ้มกันใหม่เพื่อเพิ่มโอกาสการรอดชีวิตในระยะยาว