หลอดเลือดแข็งที่ขาเป็นโรคเรื้อรังที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง มักพบในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และผู้สูบบุหรี่ ประเทศแถบยุโรปและอเมริกามีอัตราการเกิดโรคสูงจากภาวะสังคมสูงอายุและพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นทุกปีตามวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลง แต่การวินิจฉัยและการรักษาในระยะเริ่มต้นยังไม่เพียงพอ ส่งผลให้ผู้ป่วยหลายรายมีอาการรุนแรงมากขึ้น
1. เดินกะเผลกเป็นพัก ๆ
ผู้ป่วยมีอาการปวดหรือตึงน่องเวลาเดิน และอาการจะทุเลาลงเมื่อพัก เป็นสัญญาณคลาสสิกของการไหลเวียนเลือดไม่พอจากการตีบแคบของหลอดเลือด ซึ่งส่งผลต่อความสามารถในการเคลื่อนไหว
2. ปวดแม้ขณะพัก
เมื่อโรครุนแรงขึ้น ผู้ป่วยจะมีอาการปวดแม้ในขณะอยู่นิ่ง โดยเฉพาะเวลากลางคืน ส่งผลกระทบต่อการนอนหลับและคุณภาพชีวิต
3. การเปลี่ยนแปลงของผิวหนัง
ผิวหนังของขาที่ป่วยซีด เย็น ขนบางหรือหลุดร่วง เล็บเปราะ แสดงถึงการขาดเลือดเรื้อรัง
4. ความรู้สึกผิดปกติ
มีอาการชาหรือปวดแสบปวดร้อนที่ขา แสดงว่าการทำงานของเส้นประสาทเริ่มเสียหายจากการขาดเลือด
5. แผลเรื้อรังและเนื้อตาย
ภาวะขาดเลือดรุนแรงทำให้เกิดแผลที่หายยาก เสี่ยงติดเชื้อ และอาจลุกลามจนเนื้อตายหรือถึงขั้นต้องตัดขา
6. กล้ามเนื้อลีบ
การขาดเลือดนานทำให้กล้ามเนื้อเสื่อมลง ขาลีบลงและแรงน้อยลง
7. คลำชีพจรไม่ชัดหรือหายไป
บริเวณที่หลอดเลือดตีบ ชีพจรมักอ่อนหรือคลำไม่ได้ เป็นข้อมูลสำคัญทางคลินิกในการวินิจฉัย
8. ขาอ่อนแรงหรือเหนื่อยง่าย
ผู้ป่วยมักรู้สึกว่าขาไม่มีแรงหรือหนัก โดยเฉพาะหลังทำกิจกรรม ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน
9. ปวดรุนแรงขึ้นและเดินได้น้อยลง
เมื่อโรครุนแรงขึ้น ความเจ็บปวดเพิ่มมากขึ้น ระยะทางที่เดินได้สั้นลง และอาจถึงขั้นเดินไม่ได้
อาการของหลอดเลือดแข็งที่ขามีความหลากหลายและมักถูกละเลย การตรวจพบและรักษาอย่างทันท่วงทีมีความสำคัญต่อการป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์การแพทย์นานาชาติ United Life แนะนำว่าผู้ป่วยควรใส่ใจอาการตั้งแต่ระยะแรกและรีบพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาแบบองค์รวม รวมถึงการรักษาด้วยสเต็มเซลล์ ซึ่งสามารถช่วยฟื้นฟูการไหลเวียนเลือด ลดความเสียหายของขา และปรับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น