กลับไปที่เมนู
ปิด
มะเร็งตับ
เมนู

อาการของมะเร็งตับ

มะเร็งตับเป็นเนื้องอกมะเร็งที่เกิดขึ้นในตับ โดยที่พบบ่อยที่สุดคือมะเร็งตับชนิดเซลล์ตับ (HCC) มักพบในผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เรื้อรัง มะเร็งตับมักเริ่มต้นอย่างเงียบๆ อาการระยะแรกไม่ชัดเจน จึงมักถูกวินิจฉัยเมื่อโรคเข้าสู่ระยะกลางหรือปลาย

ในระดับโลก มะเร็งตับพบมากในประเทศจีน เวียดนาม และฟิลิปปินส์ เนื่องจากมีอัตราการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีสูง และการปนเปื้อนของสารอะฟลาทอกซินในอาหารอย่างรุนแรง สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้โรคนี้พบได้บ่อย อัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งตับสูงและโรคดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดภาระด้านสาธารณสุขอย่างรุนแรง

การแบ่งระยะของมะเร็งตับ

ระยะที่ 1: เนื้องอกจำกัด การรักษาได้ผลดี
มะเร็งตับระยะที่ 1 มักเป็นก้อนเดี่ยว ขนาดเล็กกว่า 2 ซม. ไม่มีการบุกรุกเส้นเลือดหรือแพร่กระจาย ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่มีอาการ อัตราการรอดชีวิต 5 ปีอยู่ที่ประมาณ 70%-80% หากตรวจพบจากการตรวจสุขภาพ ผลการรักษามักดี

ระยะที่ 2: เริ่มลุกลาม อาการเริ่มปรากฏ
เนื้องอกมีขนาดใหญ่ขึ้น หรือปรากฏเป็นก้อนเล็กหลายก้อน และบางส่วนบุกรุกเส้นเลือด ผู้ป่วยบางรายเริ่มรู้สึกไม่สบายบริเวณชายโครงขวา อ่อนเพลีย หรือเบื่ออาหาร อัตราการรอดชีวิตลดลงเหลือประมาณ 50% แต่ยังสามารถผ่าตัดรักษาได้

ระยะที่ 3: บุกรุกหลอดเลือดหรือระบบน้ำเหลือง อาการชัดเจน
เนื้องอกอาจบุกรุกหลอดเลือดดำพอร์ทัล หลอดเลือดดำตับ หรือระบบน้ำเหลืองใกล้เคียง อาการจะรุนแรงมากขึ้น เช่น ตัวเหลือง ตาเหลือง มีน้ำในช่องท้อง น้ำหนักลดลงมาก อัตราการรอดชีวิต 5 ปีลดลงเหลือประมาณ 30% จำเป็นต้องใช้การรักษาแบบสหสาขาวิชา

ระยะที่ 4: แพร่กระจายไกล อัตราการรอดชีวิตต่ำ
มะเร็งตับระยะที่ 4 มักแพร่กระจายไปยังปอดหรือกระดูก ผู้ป่วยมักมีอาการรุนแรง เช่น ปวดอย่างรุนแรง เบื่ออาหาร สับสนหรือหมดสติ อัตราการรอดชีวิต 5 ปีน้อยกว่า 10% การรักษามุ่งเน้นที่การบรรเทาอาการ

รายละเอียดอาการของมะเร็งตับ

1. ปวดทื่อบริเวณชายโครงขวา
ในระยะแรกผู้ป่วยอาจมีอาการไม่ชัดเจน แต่เมื่อก้อนเนื้องอกโตขึ้นกดทับตับหรืออวัยวะใกล้เคียง จะมีอาการปวดทื่อหรือแน่นชายโครงขวา อาการรุนแรงขึ้นหลังออกแรงหรือหลังรับประทานอาหาร

2. น้ำหนักลดลงและอ่อนแรงชัดเจน
น้ำหนักที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัดในช่วงเวลาสั้นๆ เป็นหนึ่งในอาการบ่งชี้ที่สำคัญของมะเร็งตับ โดยไม่เกี่ยวข้องกับการควบคุมอาหารหรือการออกกำลังกาย ความอ่อนแรงและเหนื่อยง่ายมักสัมพันธ์กับความผิดปกติของการเผาผลาญและการใช้พลังงานของเนื้องอก

3. ตัวเหลืองและปัสสาวะเข้ม
หากก้อนเนื้องอกกดทับท่อน้ำดีหรือการทำงานของเซลล์ตับเสื่อมถอย จะทำให้เกิดภาวะตัวเหลือง ตาเหลือง และปัสสาวะสีเข้ม ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการคันตามผิวหนังร่วมด้วย

4. มีน้ำในช่องท้องและท้องโตขึ้น
มะเร็งตับทำให้เกิดภาวะความดันในหลอดเลือดพอร์ทัลสูงหรือโปรตีนอัลบูมินในเลือดต่ำ ส่งผลให้มีน้ำในช่องท้อง ผู้ป่วยมักท้องโต แน่นท้อง กินได้น้อย และบางรายอาจหายใจลำบาก ในระยะท้ายต้องเจาะน้ำในช่องท้องบ่อยครั้ง

5. อาการทางระบบทางเดินอาหารทำให้สับสน
มักถูกวินิจฉัยผิดว่าเป็นโรคกระเพาะอาหาร ผู้ป่วยอาจมีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย หรือท้องผูกสลับกัน ซึ่งกลบอาการของโรคและทำให้วินิจฉัยล่าช้า

6. ฝ่ามือแดงและเส้นเลือดฝอยที่ผิวหนัง
ผู้ป่วยบางรายมีการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังที่บ่งชี้ เช่น ฝ่ามือแดงผิดปกติ หรือมีเส้นเลือดฝอยแตกบนใบหน้าและลำคอ ซึ่งสะท้อนถึงการทำงานของตับที่บกพร่องและความผิดปกติของการเผาผลาญฮอร์โมน

7. เลือดออกง่ายและความผิดปกติของการแข็งตัว
ตับเป็นอวัยวะหลักในการสร้างโปรตีนที่ช่วยให้เลือดแข็งตัว เมื่อการทำงานของตับเสื่อม จะทำให้มีอาการเลือดออกง่าย เช่น เหงือกเลือดออก เลือดกำเดาออก ช้ำตามตัว หรือเลือดออกในทางเดินอาหาร

8. เหงื่อออกกลางคืนและมีไข้ไม่ทราบสาเหตุ
ผู้ป่วยบางรายมีอาการเหงื่อออกกลางคืนหรือมีไข้เป็นพักๆ สะท้อนถึงความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันหรือการทำงานของเนื้องอกที่รุนแรง

9. ปวดกระดูกหรือแน่นหน้าอก (บ่งชี้การแพร่กระจาย)
มะเร็งตับระยะท้ายอาจแพร่กระจายไปยังกระดูกหรือปอด หากผู้ป่วยมีอาการปวดกระดูก แน่นหน้าอก ไอ หรือไอมีเลือด ควรสงสัยภาวะแพร่กระจาย

10. ความผิดปกติทางสติและภาวะสมองจากตับ
เมื่อการทำงานของตับเสื่อมอย่างรุนแรงหรือมีการไหลเวียนเลือดผิดปกติ จะทำให้เกิดภาวะสมองจากตับ ผู้ป่วยจะมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป ง่วงนอน หรือหมดสติ ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายของมะเร็งตับระยะท้าย

บทสรุป

มะเร็งตับเป็นโรคมะเร็งที่มีอัตราการเสียชีวิตสูง อาการระยะแรกไม่ชัดเจนจึงทำให้วินิจฉัยช้า ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์การแพทย์นานาชาติยูนิตี้ไลฟ์เน้นย้ำว่า ผู้ที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เรื้อรัง หรือผู้ที่สัมผัสสารอะฟลาทอกซินบ่อยครั้ง ควรเข้ารับการตรวจภาพตับและการตรวจเลือดอย่างสม่ำเสมอ หากมีอาการเจ็บชายโครงขวา ตัวเหลือง น้ำหนักลด หรืออ่อนเพลีย ควรสงสัยและตรวจหาโรคโดยเร็ว ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า การรู้จักอาการในแต่ละระยะและการแทรกแซงอย่างเหมาะสม ร่วมกับการรักษาหลายวิธี โดยเฉพาะการใช้การฟื้นฟูภูมิคุ้มกันร่วมกับการรักษาแบบเจาะจงและการผ่าตัดแบบบุกรุกน้อย จะช่วยยืดอายุและปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้อย่างมีนัยสำคัญ