มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นมะเร็งที่เกิดจากเยื่อบุผิวในลำไส้ใหญ่หรือทวารหนัก และเป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยในระบบทางเดินอาหาร มักพบในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะในผู้ที่มีประวัติการบริโภคอาหารที่มีไขมันสูงและเส้นใยต่ำ, การมีปุ่มเนื้องอกในลำไส้ใหญ่, โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง หรือมีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ ผู้ชายจะมีอัตราการเกิดโรคสูงกว่าผู้หญิงเล็กน้อย
ในระดับโลก มะเร็งลำไส้ใหญ่พบได้มากในประเทศอเมริกา, เยอรมนี, ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย รวมถึงในบางประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น สิงคโปร์, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์ และตอนใต้ของจีน ซึ่งอัตราการเกิดมะเร็งนี้เพิ่มขึ้นในช่วงหลังๆ อาการในระยะแรกมักไม่เด่นชัด มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นโรคท้องผูกหรือโรคลำไส้อักเสบ แต่ในระยะสุดท้ายอาจทำให้เกิดอาการลำไส้อุดตันหรือการแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิต
ระยะที่ I: การจำกัดในพื้นที่, ผลการรักษาดี
มะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่ I จะจำกัดเฉพาะในเยื่อบุผิวหรือชั้นใต้เยื่อบุของลำไส้ ยังไม่มีการแพร่กระจายไปยังชั้นกล้ามเนื้อหรือต่อมน้ำเหลือง ผู้ป่วยอาจมีการเปลี่ยนแปลงการขับถ่ายเล็กน้อย โดยไม่พบอาการที่รุนแรง หากได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัด 5 ปีหลังการผ่าตัดอัตราการรอดชีวิตจะสูงกว่า 90%
ระยะที่ II: การลุกลามในท้องถิ่น, ไม่มีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง
ในระยะนี้เซลล์มะเร็งได้เจาะผ่านผนังลำไส้แต่ยังไม่แพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง อาการที่พบได้แก่ การมีเลือดในอุจจาระ, ท้องอืด หรือท้องปวดเล็กน้อย อัตราการรอดชีวิต 5 ปีอยู่ที่ประมาณ 75% การรักษาจะใช้การผ่าตัดร่วมกับเคมีบำบัด
ระยะที่ III: การแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองในพื้นที่
เซลล์มะเร็งได้แพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองในบริเวณใกล้เคียงแล้ว อาการจะรุนแรงขึ้น เช่น การขับถ่ายลำบาก, อุจจาระมีมูกหรือเสียงในลำไส้ผิดปกติ อัตราการรอดชีวิตใน 5 ปีลดลงเหลือประมาณ 50%-65% การรักษาจะต้องใช้การเคมีบำบัดและการรักษาด้วยเซลล์ภูมิคุ้มกันร่วมกัน
ระยะที่ IV: การแพร่กระจายไปยังอวัยวะไกล, การคาดการณ์ไม่ดี
ในระยะที่ IV มะเร็งได้แพร่กระจายไปยังอวัยวะห่างไกลเช่น ตับ, ปอด หรือกระดูก ผู้ป่วยจะมีอาการลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว, อ่อนเพลีย และลำไส้อุดตัน อัตราการรอดชีวิต 5 ปีต่ำกว่า 15% การรักษาจะเน้นการบรรเทาอาการและยืดอายุการอยู่รอด
1. การเปลี่ยนแปลงการขับถ่าย
อาการแรกๆ ของมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่พบได้บ่อยคือการเปลี่ยนแปลงการขับถ่าย เช่น การถ่ายอุจจาระบ่อยขึ้นหรือน้อยลง เวลาในการขับถ่ายไม่สม่ำเสมอ และต้องออกแรงมากขึ้นหรือรู้สึกอึดอัดแม้จะอยากขับถ่าย การขับถ่ายที่ไม่สะดวกเป็นอาการที่มักถูกมองข้าม
2. รูปร่างของอุจจาระผิดปกติ
มะเร็งลำไส้ใหญ่สามารถทำให้การขับถ่ายเป็นอุจจาระที่แคบหรือมีรูปทรงผิดปกติ เช่น รูปทรงเหมือนดินสอ บางครั้งอาจมีมูกหรือเลือดในอุจจาระ และอาจมีกลิ่นเหม็นมาก ควรไม่มองข้ามอาการนี้ เพราะอาจเป็นสัญญาณของมะเร็ง
3. ปวดท้องเรื้อรังหรือท้องอืด
ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการท้องอืดที่ไม่สามารถอธิบายได้ โดยเฉพาะหลังรับประทานอาหาร อาการนี้มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นการย่อยอาหารไม่ดี โดยมะเร็งในลำไส้ขวาจะมีอาการปวดเล็กน้อยหรือท้องอืด ส่วนมะเร็งในลำไส้ซ้ายจะมีอาการปวดท้องแบบบีบตัวบ่อยกว่า
4. ท้องเสียและท้องผูกสลับกัน
เมื่อเนื้องอกอุดกั้นลำไส้ การเคลื่อนตัวของลำไส้จะถูกรบกวนทำให้เกิดการท้องเสียและท้องผูกสลับกัน อาจเกิดอาการท้องเสียถี่ๆ และตามด้วยอาการท้องผูกที่ยืดเยื้อ อาการนี้อาจทำให้ผู้ป่วยรู้สึกไม่สบายอย่างมาก
5. เลือดในอุจจาระหรือมูก
เนื่องจากเนื้องอกมักทำให้พื้นผิวของมันถูกทำลายหรือเกิดการติดเชื้อ การขับถ่ายอุจจาระอาจทำให้มีเลือดออก หรือมูกในอุจจาระ อาการนี้อาจพบในช่วงแรกเป็นเลือดหยดๆ หรือมูกปนเลือดและในระยะหลังอาจมีเลือดไหลออกมาอย่างต่อเนื่อง
6. เบื่ออาหารและคลื่นไส้
การทำงานผิดปกติของลำไส้ทำให้การย่อยอาหารยากขึ้น ผู้ป่วยบางรายจะมีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ หรืออาเจียน และอาการเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความแข็งแรงของร่างกายอย่างรุนแรง
7. การลดน้ำหนักและอ่อนเพลีย
การสูญเสียสารอาหารจากเนื้องอกและการดูดซึมที่ผิดปกติทำให้เกิดการลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว อาการนี้มักเกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ และผู้ป่วยจะรู้สึกอ่อนเพลียและมักจะไม่มีแรง
8. การอุดตันของลำไส้
ในระยะกลางถึงระยะสุดท้าย เนื้องอกอาจทำให้เกิดการอุดตันในลำไส้ ส่งผลให้ท้องอืดอย่างรุนแรงและไม่สามารถขับถ่ายได้ อาการนี้สามารถทำให้ผู้ป่วยต้องได้รับการผ่าตัดด่วน
9. โลหิตจางและผิวซีด
การสูญเสียเลือดจากลำไส้เรื้อรังอาจทำให้เกิดโลหิตจาง ผู้ป่วยอาจมีอาการหน้าซีด, หัวใจเต้นเร็ว, เวียนศีรษะ และรู้สึกอ่อนเพลีย
10. อาการผิดปกติที่ตับหรือดีซ่าน
หากเนื้องอกแพร่กระจายไปยังตับ ผู้ป่วยอาจมีอาการเจ็บท้องขวาบน, เบื่ออาหาร หรือผิวหนังสีเหลือง การพบอาการเหล่านี้บ่งชี้ถึงระยะสุดท้ายของมะเร็งลำไส้ใหญ่
มะเร็งลำไส้ใหญ่มีอาการหลากหลายและมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นโรคทางเดินอาหารทั่วไป การรักษาด้วยการคัดกรองโดยการส่องกล้องลำไส้และการตรวจหามาตรฐานของมะเร็งเป็นสิ่งสำคัญในการตรวจพบเร็วและรักษาทันท่วงที นอกจากนี้การใช้เทคนิคการรักษาด้วยเซลล์ภูมิคุ้มกันก็ช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย