มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นเนื้องอกมะเร็งที่เกิดขึ้นในลำไส้ใหญ่ ซึ่งมักพัฒนาจากก้อนเนื้องอกที่เป็นเนื้องอกชนิดอะดีโนมา (adenoma) อัตราการเกิดสูงในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป และมีปัจจัยเสี่ยงเช่น ประวัติครอบครัวที่มีมะเร็งลำไส้ใหญ่, โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง, หรือการบริโภคอาหารที่ไม่สมดุล เนื่องจากอาการในระยะแรกไม่ชัดเจน ผู้ป่วยหลายรายมักได้รับการวินิจฉัยในระยะกลางถึงระยะสุดท้าย
มะเร็งลำไส้ใหญ่พบได้มากในประเทศทางตะวันตกและบางประเทศในเอเชียตะวันออก เช่น สหรัฐอเมริกา, เยอรมนี, ญี่ปุ่น และเกาหลี รวมทั้งประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ตอนใต้ของจีน, มาเลเซีย, ไทย ซึ่งอัตราการเกิดโรคมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี หากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที การแพร่กระจายของมะเร็งสามารถเกิดขึ้นได้เร็วและเป็นภัยต่อชีวิตอย่างรุนแรง
ระยะที่ I: จำกัดเฉพาะเยื่อบุผิวหรือชั้นใต้เยื่อบุ, มีผลการรักษาดี
มะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่ I จะจำกัดอยู่ในชั้นเยื่อบุผิวหรือชั้นใต้เยื่อบุของลำไส้ ยังไม่มีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง การตรวจคัดกรองในระยะแรกสามารถพบก้อนเนื้องอกหรือการเปลี่ยนแปลงขนาดเล็ก และการผ่าตัดสามารถทำให้การรอดชีวิตใน 5 ปีสูงถึง 90% ขึ้นไป อัตราการรักษาหายสูง
ระยะที่ II: แพร่กระจายไปยังชั้นกล้ามเนื้อ, ยังไม่แพร่กระจาย
มะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่ II จะขยายไปยังชั้นกล้ามเนื้อหรือชั้นผิวทางของลำไส้ แต่ยังไม่แพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองหรืออวัยวะไกล อาการของผู้ป่วยอาจมีการขับถ่ายลำบาก, เลือดในอุจจาระ, หรือท้องอืด อัตราการรอดชีวิต 5 ปีประมาณ 70%-85%
ระยะที่ III: การแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองในบริเวณที่อยู่ใกล้
เซลล์มะเร็งได้แพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียงแต่ยังไม่แพร่ไปที่อวัยวะไกล อาการจะเพิ่มมากขึ้น เช่น เลือดในอุจจาระบ่อย, การลดน้ำหนัก, เป็นต้น อัตราการรอดชีวิต 5 ปีจะลดลงเหลือ 50%-65% จำเป็นต้องรักษาโดยการรักษาครบวงจร
ระยะที่ IV: การแพร่กระจายไปยังอวัยวะไกล, การคาดการณ์ไม่ดี
มะเร็งได้แพร่กระจายไปยังตับ, ปอด หรือกระดูก อาการของผู้ป่วยจะมีอาการปวดท้องที่รุนแรง, ตัวเหลือง, หายใจลำบาก หรือปวดกระดูก อัตราการรอดชีวิต 5 ปีจะต่ำกว่า 20% การรักษามุ่งเน้นไปที่การบรรเทาอาการและยืดอายุการอยู่รอด
1. การเปลี่ยนแปลงการขับถ่ายที่เห็นได้ชัด
ผู้ป่วยมักมีการเปลี่ยนแปลงการขับถ่ายที่ยาวนาน เช่น ท้องผูก, ท้องเสียสลับกัน หรืออุจจาระที่มีขนาดเล็กลง การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นสัปดาห์หรือหลายเดือน และไม่สามารถบรรเทาได้จากการปรับเปลี่ยนอาหาร ควรระมัดระวังอาการนี้ซึ่งอาจบ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงในลำไส้
2. เลือดในอุจจาระหรืออุจจาระสีดำ
การมีเลือดในอุจจาระหรืออุจจาระที่มีสีแดงเข้มหรือดำเป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนของมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งในครึ่งซ้ายของลำไส้ใหญ่จะทำให้มีเลือดสด ส่วนมะเร็งในลำไส้ตรงมักมีหนองออกมาด้วย อุจจาระสีดำอาจบ่งชี้ว่าเนื้องอกในส่วนบนของลำไส้ใหญ่ได้แพร่กระจายไปแล้ว
3. ปวดท้องและท้องอืด
อาการปวดท้องเป็นอาการที่ไม่เฉพาะเจาะจงที่พบบ่อยในมะเร็งลำไส้ใหญ่ อาจมีอาการท้องอืดหรืออาการที่ท้องป่อง เนื้องอกอาจทำให้ท่อลำไส้เกิดการอุดตันทำให้เกิดอาการปวดท้องหรือการอุดตันของลำไส้ได้
4. การลดน้ำหนักและอ่อนเพลีย
การลดน้ำหนักที่เห็นได้ชัดโดยไม่ทราบสาเหตุเป็นสัญญาณที่พบบ่อยในมะเร็งลำไส้ใหญ่ การมีปัญหาการย่อยอาหารและการเผาผลาญของร่างกายจากการทำงานของเนื้องอกมักทำให้ผู้ป่วยรู้สึกอ่อนเพลีย รู้สึกไม่มีแรง และมีสภาพจิตใจที่ไม่ดี
5. การขาดธาตุเหล็กและอ่อนเพลีย
การสูญเสียเลือดเรื้อรังทำให้เกิดภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก ซึ่งจะทำให้มีอาการหน้าซีด, เวียนศีรษะ, หรือใจสั่น การตรวจเลือดอาจพบระดับฮีโมโกลบินลดลงอย่างต่อเนื่อง ควรระมัดระวังการมีเลือดออกจากลำไส้
6. อาการไม่สบายที่ทวารหนักและอาการปวดท้องแบบเร่งด่วน
เมื่อเนื้องอกใกล้กับลำไส้ตรง ผู้ป่วยอาจรู้สึกปวดทวารหนักและมีอาการรู้สึกอยากขับถ่ายตลอดเวลา และมีอาการไม่สะอาดในทวารหนักร่วมด้วย
7. การตรวจพบก้อนในท้องหรืออาการปวดท้องจากการกด
ในผู้ป่วยที่อยู่ในระยะสุดท้าย อาจพบก้อนในบริเวณท้องส่วนล่างขวาหรือซ้าย และมีอาการปวดเมื่อกดเบาๆ บริเวณดังกล่าวมักเกิดจากการที่เนื้องอกแพร่กระจายไปยังผนังลำไส้และก่อตัวเป็นก้อน
8. การสะสมของน้ำในช่องท้องและอาการท้องอืด
การแพร่กระจายของมะเร็งไปยังต่อมน้ำเหลืองหรือเยื่อบุช่องท้องอาจทำให้เกิดการสะสมของน้ำในช่องท้อง อาการท้องอืดอย่างมากอาจเกิดร่วมกับการหายใจลำบากและท้องเสีย
9. การมีเหงื่อออกในเวลากลางคืนและไข้ต่ำ
บางกรณีของผู้ป่วยในระยะสุดท้ายอาจมีเหงื่อออกในเวลากลางคืนและไข้ต่ำซึ่งเป็นสัญญาณของการอักเสบเรื้อรังหรือการเติบโตของมะเร็ง การใช้ยาต้านการอักเสบและยาลดไข้มักจะไม่มีประสิทธิภาพมากนัก
10. ความวิตกกังวลและปัญหาการนอนหลับ
อาการต่างๆ เช่น เลือดในอุจจาระ, การเปลี่ยนแปลงการขับถ่าย และการขาดสารอาหารสามารถส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและมักทำให้เกิดความวิตกกังวล, ซึมเศร้า, หรือปัญหาการนอนหลับ
มะเร็งลำไส้ใหญ่ถึงแม้ว่าจะพัฒนาโดยเริ่มจากก้อนเนื้องอกชนิดดี แต่ในระยะเริ่มต้นอาการจะหลากหลายและมักถูกมองข้าม ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์การแพทย์ระหว่างประเทศแนะนำว่า ผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปและมีประวัติครอบครัวเกี่ยวกับมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือมีโรคลำไส้เรื้อรัง ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองโดยการส่องกล้องลำไส้ใหญ่เป็นประจำ หากมีอาการการขับถ่ายที่ผิดปกติ, เลือดในอุจจาระ, หรือการลดน้ำหนัก ควรพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยทันที