กลับไปที่เมนู
ปิด
อักเสบท้องและกระเพาะอาหารเรื้อรัง
เมนู

การวินิจฉัยโรคกระเพาะและลำไส้อักเสบเรื้อรัง

โรคกระเพาะและลำไส้อักเสบเรื้อรังเป็นการอักเสบเรื้อรังของระบบทางเดินอาหาร มักแสดงอาการท้องอืดเรื้อรัง เรอ กินอาหารได้น้อย หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษา อาการอักเสบอาจรุนแรงขึ้นจนกลายเป็นโรคกระเพาะฝ่อ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง การวินิจฉัยทางคลินิกจำเป็นต้องใช้หลายวิธี เช่น การส่องกล้อง การตรวจทางพยาธิวิทยา และการตรวจเชื้อ Helicobacter pylori เพื่อยืนยันสาเหตุและกำหนดทิศทางการรักษา

เกณฑ์การวินิจฉัยโรคกระเพาะและลำไส้อักเสบเรื้อรัง

1. การส่องกล้องกระเพาะอาหารเป็นวิธีหลัก
การส่องกล้องสามารถสังเกตสภาพเยื่อบุกระเพาะอาหารได้โดยตรง เป็นวิธีหลักในการยืนยันโรคกระเพาะและลำไส้อักเสบเรื้อรัง สามารถพบภาวะเลือดคั่ง บวม การกัดเซาะ หรือฝ่อของเยื่อบุกระเพาะอาหาร ช่วยระบุตำแหน่งและความรุนแรงของโรค

2. การตรวจชิ้นเนื้อเยื่อให้ข้อมูลทางพยาธิวิทยา
ในระหว่างการส่องกล้องสามารถเก็บชิ้นเนื้อเยื่อเพื่อทำการตรวจทางพยาธิวิทยา เพื่อประเมินว่ามีภาวะฝ่อ การเปลี่ยนแปลงของลำไส้ หรือการเจริญผิดปกติหรือไม่ ซึ่งมีความสำคัญต่อการระบุภาวะก่อนมะเร็ง

3. การตรวจหาเชื้อ Helicobacter pylori ไม่ควรมองข้าม
การตรวจด้วยการทดสอบลมหายใจ การตรวจเลือด หรือการย้อมเนื้อเยื่อเพื่อหาเชื้อ H. pylori เป็นเกณฑ์สำคัญในการวินิจฉัยสาเหตุของการอักเสบ ผู้ป่วยที่ติดเชื้อจำเป็นต้องได้รับการรักษาเพื่อกำจัดเชื้อ

4. การตรวจเอกซเรย์กลืนแป้งช่วยประเมิน
แม้จะไม่ชัดเจนเท่าการส่องกล้อง แต่การกลืนแป้งมีประโยชน์ในการประเมินการทำงานผิดปกติของกระเพาะอาหาร เช่น การบีบตัวผิดปกติ หรือการล่าช้าในการล้างกระเพาะ เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่สามารถส่องกล้องได้

5. การตรวจสมรรถภาพการย่อยอาหาร
เช่น การวิเคราะห์น้ำย่อย การทดสอบการล้างกระเพาะ และการตรวจระดับ Gastrin สามารถสะท้อนการทำงานของการหลั่งกรดและความเสียหายของเยื่อบุกระเพาะอาหาร เพื่อเป็นแนวทางในการรักษา

6. การตรวจเลือดทั่วไปและตัวชี้วัดการอักเสบ
ผู้ป่วยบางรายอาจมีภาวะซีดเล็กน้อย ESR สูง หรือ CRP สูงขึ้น แม้จะไม่จำเพาะเจาะจง แต่สามารถใช้สนับสนุนการประเมินกิจกรรมของโรคได้

7. การตรวจอุจจาระหาเลือดแฝงและตรวจอุจจาระทั่วไป
หากโรคร่วมกับการกัดเซาะหรือมีเลือดออก การตรวจอุจจาระหาเลือดแฝงอาจให้ผลบวก การตรวจอุจจาระทั่วไปยังช่วยแยกโรคในระบบทางเดินอาหารอื่น ๆ ที่อาจรบกวน

8. การตรวจอัลตราซาวด์หรือ CT ช่องท้องเพื่อแยกภาวะแทรกซ้อน
ในผู้ป่วยที่มีโรคร่วม เช่น ถุงน้ำดีอักเสบ ตับอ่อนอักเสบ หรือการทำงานของตับผิดปกติ การตรวจเหล่านี้สามารถช่วยประเมินระบบทางเดินอาหารโดยรวมและแยกโรคอื่น ๆ ได้

9. การประเมินจากอาการและประวัติทางคลินิกร่วมกัน
ผู้ป่วยที่มีอาการไม่สบายท้องส่วนบนเป็น ๆ หาย ๆ ปวดท้องหลังอาหาร เรอ หรือมีน้ำหนักลด ควรได้รับความสนใจ การสอบถามประวัติการใช้ชีวิตและการรับประทานอาหารสามารถช่วยให้ประเมินโรคกระเพาะและลำไส้อักเสบเรื้อรังได้เบื้องต้น

สรุป

การวินิจฉัยโรคกระเพาะและลำไส้อักเสบเรื้อรังจำเป็นต้องใช้หลายวิธีร่วมกัน ไม่สามารถพิจารณาจากอาการเพียงอย่างเดียว ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์การแพทย์นานาชาติ Union Life เน้นว่า การส่องกล้องและการตรวจทางพยาธิวิทยาเป็นกุญแจสำคัญของการวินิจฉัย เมื่อรวมกับการตรวจอาการเฉพาะบุคคลและการทดสอบทางห้องปฏิบัติการ จะช่วยตรวจพบโรคได้เร็วและวางแผนการรักษาได้แม่นยำ ป้องกันการพัฒนาไปสู่โรครุนแรง