กลับไปที่เมนู
ปิด
มะเร็งปากมดลูก
เมนู

อาการของมะเร็งปากมดลูก

มะเร็งปากมดลูกเป็นเนื้องอกชนิดร้ายที่เกิดขึ้นบริเวณปากมดลูก สาเหตุหลักเกิดจากการติดเชื้อไวรัส HPV อย่างต่อเนื่อง โรคนี้พบได้บ่อยในผู้หญิงอายุเกิน 30 ปี โดยเฉพาะผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อยหรือมีคู่นอนหลายคน มะเร็งชนิดนี้มีการพัฒนาช้าและมักไม่ค่อยแสดงอาการในระยะเริ่มต้น ทำให้ผู้ป่วยมักมองข้าม

ในระดับโลก อัตราการเกิดมะเร็งปากมดลูกในประเทศกำลังพัฒนาสูงกว่าประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในอินเดีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม กัมพูชา และพม่า เนื่องจากอัตราการฉีดวัคซีน HPV ต่ำและการตรวจคัดกรองไม่เพียงพอ ทำให้อัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูกยังคงสูง หากไม่ได้รับการรักษา อาจลุกลามไปยังกระเพาะปัสสาวะ ลำไส้ตรง หรืออวัยวะอื่นๆ และแพร่กระจายไปไกล

การแบ่งระยะของมะเร็งปากมดลูก

ระยะที่ 1: จำกัดอยู่ที่ปากมดลูก อัตราการรอดชีวิตสูง
เซลล์มะเร็งจำกัดอยู่เฉพาะในเนื้อเยื่อปากมดลูก ยังไม่ลุกลามไปยังบริเวณรอบๆ ผู้ป่วยมักไม่มีอาการชัดเจน มักพบโดยบังเอิญระหว่างการตรวจสุขภาพหรือการตรวจคัดกรอง อัตราการรอดชีวิต 5 ปีมากกว่า 90%

ระยะที่ 2: แพร่กระจายออกนอกปากมดลูก จำเป็นต้องรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ
เซลล์มะเร็งลุกลามออกนอกปากมดลูก แต่ยังไม่ถึงผนังอุ้งเชิงกรานหรือช่องคลอดส่วนล่าง ผู้ป่วยมักมีอาการเลือดออกผิดปกติและปวดท้องน้อย อัตราการรอดชีวิต 5 ปีอยู่ที่ประมาณ 70%

ระยะที่ 3: ลุกลามกว้างขวาง รักษายากขึ้น
มะเร็งลุกลามไปถึงผนังอุ้งเชิงกรานหรือทำให้เกิดภาวะไตบวมน้ำ หรือแพร่ไปยังช่องคลอดส่วนล่าง อาการจะชัดเจน เช่น เลือดออกทางช่องคลอดต่อเนื่อง ขาบวม อัตราการรอดชีวิต 5 ปีลดลงเหลือประมาณ 40%-50%

ระยะที่ 4: แพร่กระจายไปไกล อัตราการรอดชีวิตต่ำที่สุด
มะเร็งแพร่กระจายไปยังกระเพาะปัสสาวะ ลำไส้ตรง หรืออวัยวะไกล เช่น ปอด กระดูก ผู้ป่วยมีอาการรุนแรง คุณภาพชีวิตลดลงอย่างมาก อัตราการรอดชีวิต 5 ปีน้อยกว่า 20%

รายละเอียดอาการของมะเร็งปากมดลูก

1. เลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดคือสัญญาณแรก
เลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดเป็นอาการเริ่มต้นที่พบบ่อยที่สุดของมะเร็งปากมดลูก โดยเฉพาะเลือดออกหลังวัยหมดประจำเดือน เลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ หรือเลือดออกระหว่างรอบเดือน

2. มีสารคัดหลั่งจากช่องคลอดผิดปกติ
ผู้ป่วยมักมีสารคัดหลั่งมากขึ้น ลักษณะเป็นน้ำ หนอง หรือปนเลือด มีกลิ่นเหม็น ซึ่งบ่งบอกถึงการทำลายเยื่อบุปากมดลูกและการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย

3. ปวดท้องน้อยหรือปวดร้าวไปที่เอว
เมื่อเซลล์มะเร็งลุกลามไปยังเนื้อเยื่อรอบๆ ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดท้องน้อย ปวดร้าวไปที่เอวหรือกระเบนเหน็บ บางครั้งมีอาการปวดระหว่างมีเพศสัมพันธ์

4. ปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะลำบาก หรือมีเลือดปนในปัสสาวะ
หากก้อนมะเร็งกดหรือบุกรุกกระเพาะปัสสาวะ ผู้ป่วยอาจมีอาการปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะเจ็บ หรือมีเลือดในปัสสาวะ บางรายอาจมีปัญหาการทำงานของกระเพาะปัสสาวะ

5. ถ่ายอุจจาระลำบากหรือมีเลือดออก
หากมะเร็งแพร่ไปยังลำไส้ตรง ผู้ป่วยอาจถ่ายลำบาก ถ่ายเป็นเลือด ท้องเสีย หรืออุดตันลำไส้

6. ขาบวมและเดินลำบาก
เมื่อมะเร็งลุกลามไปยังระบบน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกราน จะขัดขวางการไหลเวียนเลือดดำ ทำให้ขาบวมข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง และอาจมีอาการปวดขาหรือเดินกะเผลก

7. อ่อนเพลียและน้ำหนักลด
ระหว่างการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งในร่างกายจะใช้พลังงานมาก ผู้ป่วยมักมีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร และน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว

8. กลิ่นผิดปกติจากช่องคลอด
เมื่อเนื้อเยื่อปากมดลูกตาย จะมีสารคัดหลั่งที่มีกลิ่นเหม็นผิดปกติ กลิ่นคาวหรือเหม็นเน่า อาการนี้มักพบในผู้ป่วยระยะท้าย

9. ประจำเดือนผิดปกติ
ผู้หญิงบางรายอาจมีประจำเดือนมากกว่าปกติ รอบเดือนสั้นลง หรือประจำเดือนยาวนานผิดปกติ ซึ่งควรแยกแยะกับภาวะผิดปกติของประจำเดือนทั่วไป

10. ความวิตกกังวลและภาวะทางจิตใจเปลี่ยนแปลง
เนื่องจากมีเลือดออกและอาการไม่สบายเรื้อรัง ผู้ป่วยมักมีภาวะวิตกกังวล ซึมเศร้า หรือหงุดหงิด ซึ่งอาจกระทบต่อการรักษา ควรได้รับการดูแลด้านจิตใจร่วมด้วย

บทสรุป

แม้มะเร็งปากมดลูกจะมีการพัฒนาช้า แต่อาการระยะแรกมักถูกมองข้าม ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์การแพทย์นานาชาติยูนิตี้ไลฟ์ชี้ว่า การตรวจคัดกรอง HPV และการตรวจเซลล์ปากมดลูกเป็นวิธีสำคัญในการตรวจพบสัญญาณของโรคตั้งแต่เนิ่นๆ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 30 ปี โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ควรตรวจคัดกรองทุกปี ขณะเดียวกันการรักษาด้วยการฟื้นฟูภูมิคุ้มกันสามารถเสริมการรักษาแบบดั้งเดิม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกำจัดเซลล์มะเร็ง ชะลอการลุกลาม และเพิ่มอัตราการรอดชีวิต การตรวจพบอาการตั้งแต่เนิ่นๆ และการรักษาเร็วคือกุญแจสำคัญในการป้องกันและควบคุมมะเร็งปากมดลูก